แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พร ภิรมณ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พร ภิรมณ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569

Trimit temple pavilion

 




สถาปัตยกรรมภายนอกของพระมหามณฑป ซึ่งเป็นอาคารทรงไทยสีขาวที่มีความยิ่งใหญ่และมียอดแหลมสูงสง่า แต่ไม่มีรายละเอียดของนิทรรศการภายในระบุไว้ครับ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลทั่วไปที่ได้กล่าวถึงในบทสนทนาก่อนหน้า ซึ่งเป็นข้อมูลภายนอกแหล่งข้อมูลรูปภาพและคุณอาจต้องการตรวจสอบเพิ่มเติม ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของมณฑปแห่งนี้ มีสิ่งที่น่าสนใจจัดแสดงอยู่ดังนี้

หุ่นจำลองและฉากจำลอง Dioramas แสดงวิถีชีวิตของชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งแต่การเดินทางด้วยเรือสำเภาจนถึงการตั้งตัวในย่านเยาวราช การจำลองย่านสำเพ็งในอดีต มีการจัดแสดงโมเดลขนาดใหญ่ที่จำลองบรรยากาศร้านค้า ตลาด และชุมชนในยุคแรกเริ่มที่เยาวราชเริ่มมีความเจริญรุ่งเรือง สื่อมัลติมีเดียใช้การฉายภาพและเสียงประกอบเพื่อบอกเล่าประวัติศาสตร์ของชาวไทยเชื้อสายจีนที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของกรุงเทพฯ นิทรรศการความสัมพันธ์ไทย-จีนนำเสนอเรื่องราวความผูกพันและวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวในย่านไชน่าทาวน์แห่งนี้จากการ

วิเคราะห์ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของมณฑปวัดไตรมิตรในรูปภาพ ซึ่งมีจุดเด่นคือตัวอาคารสีขาวทรงจตุรมุขที่มีความยิ่งใหญ่ และมียอดสถาปัตยกรรมทรงปราสาทที่มีปลายยอดแหลมสูงสง่า The Golden Spire ต่อไปนี้คือสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ที่มีสถาปัตยกรรมคล้ายคลึงกันหรือมีองค์ประกอบที่ใกล้เคียงกันครับ โลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร: ความคล้ายคลึงเป็นอาคารที่มีโครงสร้างซ้อนชั้นและมียอดแหลมจำนวนมาก 37 ยอด คล้ายกับยอดปราสาทของมณฑปวัดไตรมิตร ตัวอาคารมีความโอ่อ่าและเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมไทยที่เน้นทรงสูง พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ความคล้ายคลึง เป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรม ทรงปราสาท" ในไทย มีหลังคาซ้อนชั้นและยอดมณฑปแหลมสูงตรงกลางมุขทั้งสี่ คล้ายคลึงกับลักษณะยอดแหลมที่ปรากฏในรูปภาพ อย่างมาก แม้จะมีสีสันที่

แตกต่างกัน เน้นสีทองและกระจกหลากสี วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร วัดหินอ่อน ความคล้ายคลึงแม้จะไม่มียอดแหลมสูงเท่ามณฑปวัดไตรมิตร แต่มีความโดดเด่นที่ตัวอาคารสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวสะอาดตา และมีการตกแต่งด้วยศิลปะไทยประเพณีที่ประณีตและดูสง่างามคล้ายกับโทนสีขาวของมณฑปในรูป พระมหาเจดีย์มหารัชมงคล วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ความคล้ายคลึง: เป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ขนาดใหญ่ที่มีความสูงโดดเด่นและมีหลายชั้น โดยชั้นบนสุดเป็นที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมี

นิทรรศการอยู่ภายในอาคารเช่นเดียวกับมณฑปวัดไตรมิตร พระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา - แม้อยู่นอกกรุงเทพฯ แต่มีความคล้ายคลึงที่สุดความคล้ายคลึง: เป็นอาคารทรงจตุรมุขสีขาวขนาดใหญ่ที่ใช้ศิลปะไทยประยุกต์และมียอดแหลมสูงชะลูด ซึ่งมีกลิ่นอายและรูปแบบทางวิศวกรรมสถาปัตยกรรมที่ใกล้เคียงกับมณฑปวัดไตรมิตร าเหตุที่มีการย้ายพระพุทธรูปจากวัดพระยาไกรมายังวัดไตรมิตรวิทยาราม มีปัจจัยสำคัญดังนี้

สภาพของวัดพระยาไกรในอดีต วัดพระยาไกรในขณะนั้นอยู่ในสภาพรกร้าง ทำให้ต้องมีการอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญออกมาเพื่อหาที่ประดิษฐานใหม่ที่เหมาะสมและปลอดภัยกว่าเดิม การรักษาความปลอดภัยและความลับขององค์พระ: พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปทองคำที่มีน้ำหนักมหาศาลกว่า 5 ตัน ซึ่งในขณะนั้นยังถูกพอกด้วยปูนเพื่ออำพรางค่าของเนื้อทองคำบริสุทธิ์ไว้ การเคลื่อนย้ายมายังวัดไตรมิตรวิทยารามจึงเป็นส่วนหนึ่งของการ

ดูแลรักษาปูชนียวัตถุสำคัญของชาติ ความสำคัญของวัดในฐานะศูนย์รวมจิตใจแหล่งข้อมูลระบุว่า วัดเป็นศาสนสถานที่เป็นศูนย์รวมน้ำใจของชาวไทยและมีบทบาทสำคัญในการกำหนดประวัติศาสตร์ของสังคม การอัญเชิญพระพุทธรูปมาประดิษฐานในที่แห่งใหม่ จึงเป็นการสืบทอดความศรัทธาและศิลปกรรมล้ำค่าให้คงอยู่สืบไป ปัจจุบันพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ประดิษฐานอยู่อย่างสง่างามบนชั้นสูงสุดของพระมหามณฑป The Golden Spire ซึ่งเป็นอาคารทรงไทยจตุรมุขที่มีความสูงโดดเด่นและวิจิตรบรรจง ดังที่ปรากฏในรูปภาพ เพื่อให้สมกับความเป็นศูนย์รวมความศรัทธาและความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมือง เป็นอย่างมาก

Trimit temple pavilion by s72m7pjjgt


วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

Chinese new year

 




Waist String to Red Envelope by s72m7pjjgt






1. วิวัฒนาการจาก เชือกสีแดง สู่ ซองสีแดง แหล่งข้อมูลระบุว่า ซองสีแดง (อั่งเปา) ที่เราเห็นในปัจจุบันนั้นมีที่มาจากการใช้ เชือกสีแดง ในอดีต โดยสาเหตุที่ต้องใช้เชือกเนื่องจากเงินตราในสมัยก่อนมีลักษณะเป็น เหรียญที่มีรูตรงกลาง ผู้ใหญ่จึงนำเชือกสีแดงมาร้อยเหรียญเหล่านั้นเข้าด้วยกันเป็นพวง ๆ เพื่อมอบให้แก่เด็ก ๆ 

2. ที่มาของคำว่า แต๊ะเอีย (การผูกไว้ที่เอว) ธรรมเนียมที่เด็ก ๆ นำพวงเหรียญที่ร้อยด้วยเชือกสีแดงมา ผูกเก็บไว้ที่เอว คือรากฐานของคำว่า แต๊ะเอีย (ซึ่งในภาษาจีนแต้จิ๋วแปลว่าการทับเอวหรือผูกไว้ที่เอว) สิ่งนี้สะท้อนถึงการมอบโชคลาภที่เด็ก ๆ สามารถพกติดตัวไปได้ตลอดเวลาในช่วงเทศกาลตรุษจีน

3. สัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์และการส่งต่อสิริมงคล การมอบจากผู้อาวุโสสู่ผู้น้อย: ธรรมเนียมนี้เป็นสัญลักษณ์ของการที่ผู้ใหญ่มอบความเป็นสิริมงคลและเงินขวัญถุงให้แก่ลูกหลาน รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนกันเองในหมู่ญาติมิตร การใช้พลังของสีแดงสีแดงของซองและเชือกแดงที่ปรากฏในแหล่งข้อมูล สอดคล้องกับบรรยากาศการตกแต่ง ศาลเจ้าแชกง ในภาพที่เต็มไปด้วยสีแดง ทั้งโคมไฟ ผ้าประดับ และธูปขด สีแดงทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของการขับไล่สิ่งชั่วร้ายและนำพาความโชคดีมาให้ผู้รับ

4. ความเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ในศาลเจ้า เหรียญรูและรูปทรงมงคลลักษณะของ เหรียญที่มีรูตรงกลาง สอดคล้องกับลวดลายบน พรมและพื้นผิวประดับ ในศาลเจ้าแชกงที่มีรูปทรงวงกลมล้อมรอบสี่เหลี่ยม สื่อถึงพลังแห่งฟ้าและดินที่นำพาความสมบูรณ์มาให้ ความมั่งคั่งและโชคลาภ การมอบเงินในซองแดงหรือการร้อยเหรียญทองด้วยด้ายแดง เป็นการกระตุ้นพลังงานแห่งความมั่งคั่ง เช่นเดียวกับการประดับตัวอักษรสีทอง 福 (ฮก - โชคลาภ) บนโคมไฟสีแดงที่แขวนอยู่ทั่วบริเวณศาลเจ้า เพื่อสร้างพลังงานแห่งความรุ่งโรจน์ในช่วงปีใหม่ สรุปจากแหล่งข้อมูล: ธรรมเนียมการมอบซองแดงและแต๊ะเอียจึงไม่ใช่เพียงการให้เงิน แต่เป็นการส่งต่อ ความคุ้มครองและโชคลาภ ผ่านสัญลักษณ์ของสีแดงและรูปทรงของเงินตรา ซึ่งสอด

ประสานกับบรรยากาศการตกแต่งสถานที่เพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงตรุษจีนอย่างลงตัว เรื่องราวของ ซองสีแดง (อั่งเปา/แต๊ะเอีย) ที่มีที่มาจาก การร้อยเหรียญด้วยเชือกสีแดง เพื่อผูกไว้ที่เอวของเด็ก ๆ นั้น ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงรากฐานความเชื่อที่ปรากฏในการตกแต่งสถานที่ในแหล่งที่มาได้อย่างลึกซึ้งดังนี้

ความสำคัญของ สีแดง ในฐานะเกราะคุ้มครองข้อมูลของคุณที่ว่าแต่เดิมมีการใช้เชือกสีแดงผูกเหรียญไว้ที่เอวเพื่อมอบความเป็นสิริมงคลให้เด็ก ๆ สอดคล้องกับภาพในแหล่งที่มาซึ่งมีการใช้ สีแดง ปกคลุมไปทั่วทั้งศาลเจ้า ไม่ว่าจะเป็นผ้าประดับ โคมไฟ หรือแม้แต่ธูปขดสีแดง สิ่งนี้ตอกย้ำว่าสีแดงคือสัญลักษณ์ของการ คุ้มครองและขับไล่สิ่งอัปมงคล ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของสิ่งของติดตัว (เชือก/ซอง) หรือการตกแต่งสถานที่เพื่อสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ การส่งต่อความมั่งคั่งและโชคลาภ: การมอบเงินในซองสีแดงหรือการร้อยเหรียญในอดีต มีจุดประสงค์เพื่อมอบโชคลาภและความมั่งคั่ง ซึ่งสอดคล้องกับการประดับโคมไฟที่มีตัวอักษร 福(ฮก) ที่หมายถึงความสุขและโชคลาภในศาลเจ้า รวมถึงการใช้ สีทอง บนป้ายชื่อและลวดลายต่าง ๆ ซึ่งเป็น

สัญลักษณ์ของเงินทองและความร่ำรวย ความเชื่อมโยงกับ กังหันนำโชค เหรียญที่มีรูตรงกลางในอดีตมีลักษณะกลม ซึ่งในทางสัญลักษณ์สื่อถึงการหมุนเวียนและความราบรื่น เช่นเดียวกับความเชื่อเรื่อง กังหันนำโชค ของศาลเจ้าแชกงที่ปรากฏในแหล่งที่มา ซึ่งเน้นการ หมุน เพื่อนำพาโชคลาภเข้ามาและปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไป การที่เด็ก ๆ พกเหรียญติดตัวจึงเปรียบเสมือนการมีเครื่องรางนำโชคติดตัวไปตลอดเวลา ข้อสังเกตเพิ่มเติม (นอกเหนือจากแหล่งที่มา)คำว่า แต๊ะเอีย ในภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลตรงตัวได้ว่า ทับเอว หรือ ผูกไว้ที่เอว ซึ่งตรงกับประวัติที่คุณเล่ามาว่าในสมัยก่อนผู้ใหญ่จะร้อยเหรียญทองแดงเป็นพวงด้วยเชือกสีแดงแล้วนำมาผูกไว้ที่เอวของเด็ก ๆ ในวันตรุษจีนนั่นเอง ข้อมูลนี้ช่วยทำให้เราเห็นภาพวิวัฒนาการจากการพกเหรียญที่เอว มาสู่การมอบเงินในซองสีแดงที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบันได้ชัดเจนมาก

วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569

Trok Huameat

 



Sampheng by s72m7pjjgt


ในสมัยก่อน ย่านสำเพ็ง หรือที่ชาวตะวันตกเรียกว่า ตลาดจีน (Chinese Bazaar) มีความหนาแน่นของโรงฝิ่นและซ่องโสเภณีอย่างมากเนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสภาพสังคมที่หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของย่านการค้า ดังนี้

ความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและ เมืองการค้า นับตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่ 3 กิจการค้าของชาวจีนในสำเพ็งเติบโตขึ้นอย่างมากจนถูกเรียกว่าเป็น เมืองการค้า(trading town) ที่มีร้านค้าเรียงรายยาวกว่า 2 ไมล์ ความเป็นศูนย์กลางที่มีคนสัญจรและเข้ามาค้าขายจำนวนมากนี้เองที่ทำให้เกิดความต้องการธุรกิจบริการและแหล่งบันเทิงอย่างโรงฝิ่นและซ่องโสเภณีขึ้นในพื้นที่เพื่อรองรับผู้คนเหล่านั้น การใช้พื้นที่อย่างหนาแน่นสูงสุด

เนื่องจากเป็นย่านธุรกิจที่เจริญรุ่งเรืองมาก สิ่งปลูกสร้างทั้งร้านค้า โรงฝิ่น และซ่องโสเภณีจึงถูกสร้างปลูกติดกันจนแน่นขนัดเพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ความแออัดนี้รุนแรงถึงขนาดที่หลังคาของแต่ละอาคารเกยซึ่งกันและกัน จนเกิดคำเปรียบเปรยว่าไก่บินไม่ตกพื้นวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในอดีตในยุค

นั้นธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้ถูกแยกออกจากย่านการค้าอย่างชัดเจน แต่ตั้งอยู่ปะปนกับร้านค้าทั่วไป หลักฐานจากนิราศเมืองแกลงของสุนทรภู่ระบุว่าในสำเพ็งมี ซุ้มซอกตรอกนางจ้างประจาน ที่ส่งเสียงร้องขับขานสำราญกันตลอดคืน สะท้อนว่าธุรกิจเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตยามค่ำคืนในย่านนี้มาอย่างยาวนาน รากฐานทางประวัติศาสตร์และชื่อเรียกความหนาแน่นของธุรกิจประเภทนี้ส่งผลต่ออัตลักษณ์ของย่านจนมีข้อ

สันนิษฐานทางนิรุกติศาสตร์จาก จิตร ภูมิศักดิ์ ว่าชื่อ สำเพ็ง อาจมาจากภาษาเขมรว่า ซำเปียะลี ที่แปลว่า แม่สื่อหรือแม่เล้า และคำว่า อีสำเพ็ง ก็เคยถูกใช้เป็นคำด่าที่หมายถึงโสเภณี ซึ่งสะท้อนถึงความภาพจำของย่านนี้ในอดีตได้เป็นอย่างดีสภาพความแออัดของอาคารที่สร้างปะปนกันระหว่างร้านค้าและสถานเริงรมย์นี้ 

นอกจากจะแสดงถึงความรุ่งเรืองทางการค้าแล้ว ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ในย่านสำเพ็งบ่อยครั้งในสมัยก่อนอีกด้วย ย่านสำเพ็ง หรือที่รู้จักในชื่ออย่างเป็นทางการว่า ซอยวานิช 1 คือย่านการค้าที่สำคัญและเก่าแก่แห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ประวัติของย่านนี้เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2325 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายชุมชนชาวจีนออกจากพื้นที่

สร้างพระบรมมหาราชวังมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในบริเวณนี้ ในอดีตสำเพ็งเติบโตขึ้นเป็น ตลาดจีน (Chinese Bazaar) ที่รุ่งเรือง แต่ก็มีชื่อเสียงในด้านความแออัด สถานเริงรมย์ และโรงฝิ่น จนเกิดคำเปรียบเปรยว่า ไก่บินไม่ตกพื้นและคำว่า อีสำเพ็ง ได้กลายเป็นคำด่าที่หมายถึงโสเภณี ที่มาของชื่อ สำเพ็ง นั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัดและมีข้อสันนิษฐานหลากหลาย ทั้งจากภาษาไทย จีน มอญ และเขมร ซึ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันซับซ้อนของพื้นที่ ปัจจุบัน สำเพ็งยังคงสถานะเป็นหนึ่งในย่านการค้าที่คึกคักที่สุดของ

กรุงเทพฯ เป็นแหล่งค้าส่งและค้าปลีกสินค้าหลากหลายประเภท โดยเฉพาะกิฟต์ช้อปและสินค้าแฟชั่น ซึ่งเปิดทำการทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนตลาดทั้งหมดดูแล้วน่าจะเรียกว่า เมืองการค้า(trading town) มากกว่า ที่นี่มีร้านค้ามากมายหลากหลาย ตั้งอยู่บนสองฝั่งฟากถนนยาวราว 2 ไมล์ แต่ด้วยเหตุที่ร้านค้าต่าง ๆ ตั้งอยู่ปะปนกัน เดินเพียงไม่กี่หลาก็สามารถหาซื้อสินค้าประเภทต่าง ๆ ได้ครบตามที่ต้องการ

วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569

ท่าเรือท่าดินแดงเขตคลองสาน

 






Thadindreng pier by ลักษณาวดี มีซิน


พื้นที่ยุทธศาสตร์และการค้าแหล่งข้อมูลระบุว่า ท่าดินแดง เป็นชื่อเฉพาะที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และเป็นจุดเชื่อมต่อการคมนาคมที่สำคัญระหว่างฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนคร (ท่าเรือราชวงศ์) ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ที่ปรากฏในภาพแสดงให้เห็นถึงอาคารที่มีความหนาแน่น ทั้งตึกแถวเก่าและโกดัง ซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตการค้าขายและการเป็นย่านพานิชย์ริมน้ำมาแต่อดีตสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตบริเวณท่าดินแดงมีสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่อาคารอนุรักษ์สีเหลืองที่มีลวดลายประณีต ไปจนถึงตึกแถวคอนกรีตเก่าที่แสดงร่องรอยของกาลเวลา สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการเป็นชุมชนที่พักอาศัยและแหล่งเก็บสินค้า (Warehouse) ของชาวไทยเชื้อสายจีนที่ขยายตัวมาตามริมแม่น้ำเจ้าพระยา ข้อมูลเพิ่มเติมที่ไม่อยู่ในแหล่งข้อมูล (โปรดตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง)เส้นทางจาก โรงวัว (ซึ่งเป็นชื่อชุมชนหรือตรอกเก่าแก่ในย่านท่าดินแดง/คลองสาน) หรือบริเวณ โกดังท่าดินแดง ไปยัง ตลาดสมเด็จ (ตลาดสมเด็จเจ้าพระยา) นั้น เป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงกันภายในย่านคลองสาน โดย

1. โรงวัว/โกดัง มักจะหมายถึงพื้นที่ลึกเข้าไปจากริมน้ำท่าดินแดง ซึ่งในอดีตมีการทำปศุสัตว์หรือเป็นโกดังเก็บสินค้าเกษตรก่อนส่งลงเรือ

2. เส้นทาง: สามารถเดินทางจากถนนท่าดินแดง เลี้ยวเข้าสู่ถนนสมเด็จเจ้าพระยาเพื่อไปยังตลาดสมเด็จ ซึ่งเป็นแหล่งการค้าของชุมชนในย่านนั้น หากเปรียบเทียบย่านนี้กับ โครงข่ายเส้นเลือดถนนท่าดินแดงและตรอกซอกซอยต่าง ๆ (เช่น ทางไปโรงวัวหรือตลาดสมเด็จ) ก็เปรียบเสมือนเส้นเลือดฝอยที่หล่อเลี้ยงหัวใจสำคัญคือท่าเรือริมน้ำ ทำให้ย่านนี้ยังคงความเป็นย่านการค้าที่มีชีวิตชีวามาจนถึงปัจจุบัน
เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของย่านท่าดินแดงผ่านแหล่งข้อมูลที่ปรากฏ สามารถวิเคราะห์ได้จากสองมิติหลัก คือ มิติทางนิรุกติศาสตร์ (ที่มาของชื่อ) และมิติทางกายภาพ (สถาปัตยกรรม) ดังนี้

1. ความสำคัญของชื่อเรียกในเชิงประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมักถูกบรรจุอยู่ในชื่อเรียกของสถานที่ โดยกรณีของท่าดินแดงมีประเด็นที่น่าสนใจคือ คำเฉพาะทางประวัติศาสตร์ ชื่อ ท่าดินแดง ถูกระบุว่าเป็นคำเฉพาะที่มีที่มาเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และสามารถบ่งบอกถึงที่ตั้งของท่าเรือนี้ได้อย่างชัดเจน การตั้งข้อสังเกตเรื่องความถูกต้องมีการตั้งคำถามในชุมชนออนไลน์ว่า ชื่อที่ถูกต้องควรเป็น ท่าเรือท่าดินแดง ตามชื่อถนนท่าดินแดงหรือไม่ เนื่องจากการตัดคำว่า ท่า ออกเหลือเพียง ท่าเรือดินแดง อาจทำให้มิติทางประวัติศาสตร์ดั้งเดิมเลือนหายไปความเชื่อมโยงกับย่านราชวงศ์ ในเชิงประวัติศาสตร์การคมนาคม พื้นที่นี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับฝั่งพระนคร โดยมีท่าเรือตั้งอยู่ตรงข้ามกับท่าเรือราชวงศ์ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์การค้ามาแต่อดีต

2. ประวัติศาสตร์ที่มองเห็นได้ผ่านสถาปัตยกรรม หลักฐานทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นยังคงปรากฏให้เห็นผ่านอาคารที่ตั้งอยู่ริมน้ำ ซึ่งแสดงถึงความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยยุคแห่งการรับอิทธิพลตะวันตกอาคารสีเหลืองที่มีลวดลายปูนปั้นประณีตสะท้อนถึงช่วงเวลาที่ย่านนี้มีความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจสูง จนมีการก่อสร้างอาคารที่มีรูปลักษณ์โอ่อ่าตามอิทธิพลตะวันตกยุคขยายตัวของการค้าตึกแถวอาคารคอนกรีตที่มีสภาพเก่าและมีรอยคราบของกาลเวลาสะท้อนถึงการเติบโตของชุมชนการค้าแบบไทย-จีน ที่เน้นการอยู่อาศัยร่วมกับการประกอบกิจการ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นริมน้ำวิถีชีวิตดั้งเดิม: การมีอยู่ของท่าเทียบเรือและเรือข้ามฟากในแหล่งข้อมูลภาพ ยืนยันถึงประวัติศาสตร์การเป็นจุดเชื่อมต่อการสัญจร

ที่ยังมีลมหายใจ ไม่ได้กลายเป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ที่หยุดนิ่ง ข้อสังเกตเพิ่มเติมการรักษาชื่อเรียกและอาคารดั้งเดิมไว้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสืบทอดประวัติศาสตร์ท้องถิ่น หากมีการเรียกชื่อที่ผิดเพี้ยนไปหรือมีการทำลายอาคารเก่าโดยไม่มีการอนุรักษ์ ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงคนรุ่นปัจจุบันกับรากเหง้าของตนเองอาจสูญหายไปได้ หากเปรียบประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็น สมุดบันทึกชื่อเรียกของสถานที่ก็เปรียบเสมือน ชื่อหัวข้อส่วนอาคารบ้านเรือนก็คือ เนื้อความในแต่ละหน้าหากเราเรียกชื่อหัวข้อผิดหรือฉีกหน้ากระดาษบางหน้าทิ้งไป เรื่องราวของท้องถิ่นนั้น ๆ ก็จะไม่สามารถเล่าได้อย่างสมบูรณ์และถูกต้องตามความเป็นจริง

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

History street food of bangkok

 







ตลาดเก่าเยาวราช และข้อมูลจากการสนทนาที่ผ่านมา เราสามารถวิเคราะห์ลักษณะของตรอก ซอก ซอย ในบริเวณนี้ได้ดังนี้

1. พื้นที่ที่มีความหนาแน่นและใช้ประโยชน์สูงสุด (High-Density Spatial Usage) ตรอกซอยในย่านเยาวราชมีลักษณะที่ค่อนข้างแคบแต่ถูกใช้ประโยชน์ในทุกตารางนิ้ว เห็นได้จากการจัดตั้ง แผงลอยขายของ ที่ขนาบไปกับทางเดินจนเกือบเต็มพื้นที่ โดยมีการใช้ ร่มกันแดดหลากหลายสีสัน เพื่อสร้างร่มเงาให้กับสินค้าและผู้ซื้อ ซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่เน้นการค้าขายระดับย่อย

(Micro-commerce) ภายในพื้นที่ที่จำกัด


2. การสัญจรแบบผสมผสาน (Mixed-Use Logistics) แม้จะเป็นซอยที่มีขนาดไม่กว้างนัก แต่พื้นที่นี้ทำหน้าที่เป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าที่สำคัญ มีการสัญจรของ รถกระบะขนส่งขนาดเล็กและรถจักรยานยนต์ ท่ามกลางฝูงชนที่เดินจับจ่ายใช้สอย ลักษณะนี้สะท้อนถึง ตรอกที่มีชีวิต ซึ่งไม่ได้มีไว้สำหรับเดินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเส้นเลือดฝอยทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงการขนส่งและการค้าขายเข้าด้วยกัน


3 .การซ้อนทับของโครงสร้างพื้นฐานและอาคาร (Infrastructural Layering) จากภาพจะเห็นการซ้อนทับกันของยุคสมัยตึกแถวสูง อาคารที่ตั้งขนาบซอยมีความสูงหลายชั้นและตั้งชิดติดกันมาก สะท้อนถึงการเติบโตของเมืองในแนวดิ่งเพื่อตอบรับกับราคาที่ดินที่สูงในย่านเศรษฐกิจ สายไฟและสายสื่อสาร มีสายไฟจำนวนมากพาดผ่านไปมาเหนือตรอกซอย ซึ่งแม้จะดูไม่เป็นระเบียบ แต่ก็เป็นภาพจำที่สะท้อนถึงความเก่าแก่และการขยายตัวของระบบสาธารณูปโภคในเขตเมืองเก่า


4. ซุ้มประตูในฐานะจุดแบ่งพื้นที่ (Cultural Threshold) ซุ้มประตูสีแดงขนาดใหญ่ทำหน้าที่เป็น หมุดหมาย ที่สำคัญในการบอกขอบเขตของพื้นที่ โดยเป็นการประกาศว่านักท่องเที่ยวกำลังก้าวเข้าสู่เขต ตลาดเก่า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความศรัทธาเฉพาะตัว (เช่น ศาลเจ้ากวนอู และศาลเจ้าพ่อม้า) แยกออกจากถนนใหญ่ด้านนอก ข้อมูลส่วนนี้ไม่ได้มาจากแหล่งข้อมูล ตรอกซอยในเยาวราชมักจะม
ลักษณะ

เชื่อมต่อกันเหมือนใยแมงมุม (Maze-like structure) ซึ่งช่วยให้การระบายคนและการเคลื่อนย้ายสินค้าทำได้หลายทิศทาง แต่อาจทำให้ผู้ที่ไม่คุ้นเคยหลงทางได้ง่าย จึงควรศึกษาแผนที่ก่อนการเดินสำรวจเชิงลึก ตรอกซอยในเยาวราชเปรียบเสมือน เครื่องจักรเศรษฐกิจขนาดจิ๋ว ที่ฟันเฟืองทุกตัว ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้า รถส่งของ หรือคนเดินเท้า ต่างขยับเขยื้อนไปพร้อมกันอย่างมีจังหวะภายใต้พื้นที่อันจำกัด


วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565

ท่าน้ำนนท์








































ท่าน้ำนนท์ในปัจจุบันถ่ายภาพวันสิ้นปี 2564( 30 ธันวาคม 2564)และคณะที่ Omicron กำลังระบาดโดยทั่วไปยังเงียบเหงาอยู่ถนนโล่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอนาคตประชากรโลก
ไม่รู้จะเป็นอย่างเพราะภัยธรรมชาติยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง






วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2565

Bangkok China night

DSCF0410
DSCF0409
DSCF0400
DSCF0399
DSCF0398
DSCF0296
DSCF0337
DSCF0367
DSCF0328
DSCF0316

 กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วยังไม่มีไวรัสระบาดเหมือนอย่างทุกวันผู้คนอยู่สงบและมีความสุขตามอัตภาพ ผิดกับปัจจุบันผู้คนต่างกลัวภัยต่าง ๆ ภัยธรรมชาติโรคระบาด อากาศแปรปรวน

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562

พฤติกรรมในการกินอาหาร



ผมมักจะเปรย ๆ อยู่เสมอว่าเรางดเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์กันบ้างเถอะจริง ๆ แล้วอาหารมีมากมายให้เราเลือกรับทานแต่ว่าการงดเว้นเบียดเบียนชีวิตสัตว์ก็ถือว่าเราได้ทำทานอย่างหนึ่งถ้าเราตามใจปากติดในรสชาติ ของอาหารมากเกินไปก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพเหมือนกัน อันนี้นา ๆ จิตตังน่ะครับโรคที่เกิดจากการรับประทานแบบไม่บันยะ - บันยัง ก็คือ โรคเบาหวาน โรคไต โรคเก๊า โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและโรคอื่น ๆ จะตามติดมาด้วย เพราะฉะนั้นอย่าตามใจปาก อย่าตามใจตนเองบางอย่างเราต้องฝืนมันบ้างเราเกิดมาจะกินเพื่ออยู่หรือจะอยู่เพื่อกินกินน้อยแต่อยู่นาน ถ้าไม่เชื่อลองไปดูตามโรงพยาบาลดูสิปัจจุบันนี้โรคแปลก ๆ มีมากขึ้นทุกที ๆ ก็เป็นโรคอันเนื่องจากพฤติกรรมการกินทั้งนั้นโดยเฉพาะอาหารประเภท Fast Food

พระผู้มีพระภาค ฯ ทรงเสวยเนื้อ เพราะว่า กลิ่นดิบไม่ใช่กลิ่นเนื้อกลิ่นปลาแต่กลิ่นดิบเป็นกลิ่นของกิเลสขณะนี้ทุกคนไม่ได้กลิ่นกิเลสเลย คือไม่รู้ว่า กิเลสเป็นสภาพธรรมที่น่ารังเกียจ ทุกคนเพียงแต่ได้กลิ่นเนื้อดิบกลิ่นปลาดิบ เท่านั้นแต่พระผู้มีพระภาค ฯ ทรงแสดงว่า กลิ่นดิบ คือ กิเลส ฉะนั้น ผู้ที่บริโภคอาหารเนื้อโดยอบรมเจริญปัญญาดับกิเลสเป็น สมุจเฉท เช่น พระผู้มีพระภาค ฯ และพระอรหันต์ทั้งหลายจึงไม่มีกิเลส ไม่มีกลิ่นดิบ

ฉะนั้น ควรรังเกียจกลิ่นกิเลส ไม่ใช่รังเกียจกลิ่นของเนื้อสัตว์ ถ้าถามว่าการรับประทานอาหาร มังสวิรัติ และการกินเจนั้นจำเป็นแค่ไหนก็ย่อมแล้วแต่บุคคล บางท่านบริโภคแล้วสุขภาพร่างกายแข็งแรงดีก็พอใจที่จะบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพของร่างกายแต่ต้องพิจารณากิเลสในขณะที่กำลังกินเจ หรืออาหารมังสวิรัติว่ารู้สึกติดพอใจในรสอร่อยไหม ? ความติดความพอใจนั่นแหละเป็นกลิ่นดิบแล้ว ฉะนั้นจึงต้อพิจารณาธรรมะโดยละเอียดจริง ๆ ไม่ใช่พิจารณาเพียงอาการที่ปรากฏภายนอกเท่านั้น และถามว่าถ้าไม่กินเจจะทำให้ศีลบริสุทธิ์ได้หรือไม่นั้นตอบว่าได้ เมื่อพิจารณาจิต และสภาพธรรมที่กำลังปรากฏเพื่อรู้ชัดในสภาพธรรมะทั้งหลายตามความเป็นจริง

บุคคลใด หยุดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และงดเว้นเสียจากการเสพเลือดเนื้อสัตว์ อีกทั้งยังชี้นำส่งเสริมให้หมู่ชนทั้งหลายหยุดฆ่า หยุดเสพชีวิตเลือดเนื้อผู้อื่น บุคคลผู้นั้นย่อมห่างไกลจากอกุศลมูลทั้งปวงและบริบูรณ์พร้อมด้วยอานิสงส์อานิสงส์ทั้ง ๑๐ ประการ ได้แก่.....

๑. เป็นที่รักใคร่ของบรรดาเทพ พรหม ตลอดจนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย
๒. จิตอันเป็นมหาเมตตาย่อมบังเกิดขึ้น
๓. สามารถตัดขาดความอาฆาต ดับอารมณ์เหี้ยมโหดเครียดแค้นในใจลงได้
๔. ปราศจากโรคภัยร้ายแรงมาเบียดเบียนร่างกาย
๕. มีอายุมั่นขวัญยืน
๖. ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากวัชรเทพทั้งแปด
๗. ยามหลับนิมิตรเห็นแต่สิ่งที่ดีงามเป็นศิริมงคล
๘. ย่อมระงับการจองเวร สลายความอาฆาตแค้นซึ่งกันและกัน
๙. สามารถดำรงอยู่ในกระแสแห่งนิพพาน ไม่พลัดหลงตกลงสู่อบายภูมิ
๑๐. ทันทีที่ละสังขารจากโลกนี้ จิตญาณจะมู่งสู่คติภพ





วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ห้องสมุดบางกอกคุณค่าของการถ่ายภาพ

IMG_0047220182211


เมื่อวานนี้(22 พฤศจิกายน 2561)เป็นวันลอยกระทงกระทงหลงทางไปเข้าศูนย์การค้า Icon Siam ย่านฝั่งธน ฯ อากาศก็แสนที่จะร้อนเดิน ๆ ๆ แล้วก็เดินจนเสื้อเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อฅนก็เยอะรถก็ติดภาพชุดนี้เป็นตอนต่อจากเมื่อวานนี้เอามาให้ดูอีกครั้งเผื่อว่าใครอยากจะไปเดินศูนย์การค้า Icon Siam เมื่อ 20 กว่าปีก่อนย่านนี้ไม่ค่อยเจริญเพิ่งมาเจริญเอาที่ 10 กว่าปีหลังนี้เองการเดินทางมาจากวงเวียนใหญ่ก็ได้มาทางน้ำ(นั่งเรือด่วนมาขึ้นที่ห้างเลย)ก็ได้มาทางรถลอยฟ้าก็ได้ห้างหรูอลังการมากใหญ่กว่า Central westgate ที่บางใหญ่เมืองนนท์

Site

วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557

แสวงหาความสงบ

IMG_0033 (Copy)


ลมโชยแผ่วมาคล้ายมีเสียง

ส่งสำเนียงธรรมชาติพาสุขสันต์


รื่นเริงเสียงนกการ้องรำพัน


ฝ่าหมอกควันบรรเลงเพลงดนตรี


เหมือนธรรมมะที่สั่งสอนสงบ


ให้ได้พบทางธรรมที่แตกฉาน


จิตใจดีเรียบง่ายโอนอ่อนตาม


มีแต่ความสำราญสู่ชุมชน


ธรรมมะสอนคนรู้ถูกผิด


ธรรมมะสอนให้คิดมีเหตุผล


ธรรมมะสร้างคนให้เป็นคน


ธรรมะเพือปวงชนตลอดไป




ผู้แต่ง วัฒนา ไกรรักษ์

OKNATION

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

ชีวิตจะมีความสุขได้ต้องคิดบวกไม่คิดลบ

1-DSCF6207 (Custom)


Sometime Home

ถ่ายภาพโดย(เองแหละ)ภาพที่ถ่ายมาเองมีสิขสิทธิ์คุ้มครองถูกต้องตามกฏหมายขอสงวนสิทธิ์ภาพห้ามทำซ้ำดัดแปลงและเผยแพร่โดยไม่ได้รับอยุญาตถ้าอยากเป็นคนงาม อย่าวู่วามโกรธง่าย ถ้าอยากเป็นคนสบาย อย่าเบื่อหน่ายความเพียร ถ้าอยากเป็นคนมี อย่าเอาดีแต่จ่าย ถ้าอยากเป็นคนนำสมัย อย่าทำลายวัฒนธรรม ถ้าอยากเป็นคนมีเกียรติ อย่าเหยียดหยามคนอื่น ถ้าอยากเป็นคนมีความรู้ อย่าลบหลู่ครูอาจารย์ ถ้าอยากหาความสำราญ อย่าล้างผลาญสมบัติ ถ้าอยากมีอำนาจ อย่าขาดความยุติธรรม ถ้าอยากเป็นคนดัง อย่างหวังความสงบ ดูบ้านเมือง ดูที่ความสะอาด ดูประชาชาติ ดูที่ความสามัคคี ดูคนดี - ดูทีการงาน ดูลูกหลาน - ดูที่การเคารพ ดูหญิง - ดูที่ความอาย ดูชาย - ดูที่ความกล้าหาญ ดูพระ - ดูทีกิจวัตร ดูคฤหัสถ์ - ดูที่ความขยัน ดิน จะกลบ ลบกาย วายสังขาร ไฟจะผลาญ เผาซาก สิ้นสาบสูญ แต่

ความดี มีอยู่ คู่ค้ำคูณ เหมือนเทิดทูน แทนซาก ที่จากไป อยาก เกิดเป็นมนุษย์ ต้องรักษาศีล 5 อยากเกิดเป็นเทวดา ต้องมีมหากุศล 8 อยากเกิดเป็นพรหม ต้องเจริญสมาถกรรมฐาน อยากไปพระ นิพพาน ต้องเจริญวิปัสสนากรรมฐาน อยากมีปัญญามาก ต้องให้ธรรมะ - การศึกษา อยากเกิดมาสวย ต้องรักษาศีล อยากเกิดมารวย ต้องให้ทำบุญให้ทานและขยัน อยากมีอายุยืนยาว ต้องไม่ฆ่า - ปล่อยสัตว์ อยากมีอำนาจวาสนา ต้องมีขันติความอดทน อยากมีผิวพรรณงาม ต้องให้อาหารเสื้อผ้า ไม่อยากเกิดมาจน อย่าลักขโมย โกงเขา ไม่อยากพิกลพิการ อย่าทรมานสัตว์ ไม่อยากขี้เล่ห์ อย่าอิจฉาริษยา อาฆาต ไม่อยากเกิดในนรก ต้องทำลายความโกรธ ไม่อยากเป็นเปรตอสูรกาย ต้องทำลายความโลภ ไม่อยากเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ให้ล้างผลาญความหลง ฯ เราเลือกเกิดได้ ด้วยการทาแต่ความดี เลือกตายไม่ได้ ไม่รู้จะตายที่เมื่อใด ?ไม่รู้จะตายที่ไหน ?ไม่รู้จะตายอย่างไร ? บางคนตายบนถนน (รถชนตาย) บางคนในน้ำ

(ตกน้ำตาย) บางคนตายในอากาศ (เครื่องบินตก) บางคนตายบนที่นอนบางคน เป็นลมตาย บางคนถูกยิงตายบางคนเป็นมะเร็งตาย บางคนหัวใจวายตายบางคนถูกงูกัดตาย บางคนตกตึกตายบางคนเป็นอัมพาตตาย บางคนเป็นโรคเอดส์ตาย เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะประมาทมัวเมาอยู่ทำไม ? เราจะไปเกิดที่ดีหรือที่ชั่ว อยู่ที่การกระทำของเรามิใช่หรือ ? ธรรมชาติของจิต โดยหลวงพ่อจำเนียร สีลเสฏโฐ วัดถ้ำเสือ เหมือน ลิง ชอบซุกซน วิ่งไล่ ปีนป่าย เหมือน เด็ก ดื้อรั้นไม่ฟังเหตุฟังผล ไม่รู้ดี รู้ชั่ว เหมือน นก ชอบบินไปไกล ไม่อยู่กับตัวเอง ชอบคิดโน่นคิดนี่ เหมือน ธง”ปลายเสาไม่หยุดนิ่ง เมื่อมีลมก็จะหวั่นไหว เปรียบเหมือนมีอะไรมา กระทบก็จะรู้สึกเป็นไปตามอารมย์ ภายนอกสิ่งที่จะต้องละวางเพื่อให้เกิดปัญญา(ละ) กิเลสบังคับจิต (ละ) สิ่งเสพติดบังคับร่างกาย (ละ) วิบากกรรมทั้งดีทั้งชั่วที่บังคับให้เป็นไป (ต้องบังคับเพื่อที่จะละ)อาสวักขยญาณ โดยบังคับกิเลสให้หมดไป พระอริยะน่ะ เขาดูจริยาไม่ได้ พระอริยะนี่ถ้าดูจริยาภายนอกผิด

หมดเพราะพระอริยะนี่เป็นคนใจเปิด ถ้าเป็นพระอรหันต์เมื่อใดก็ดูเหมือนเด็ก ๆ ตอนเด็ก ๆ หรือก่อนบวชเป็นยังไง ท่านจะใช้จริยานั้นเพราะเป็นพระไม่มีการผูกอีกต่อไป จึงไม่มีมายานิสัยเดิม ๆ เป็นยังไง พระอริยะก็ใช้นิสัยนั้น ท่านปล่อยตามสบายเพราะจิตท่านไม่มีอะไร อย่างพระสารีบุตร ท่านไปกับพระพุทธเจ้ากับพระสงฆ์ พอถึงลำรางพระองค์อื่น ๆ ค่อย ๆ ย่อง ๆ ไป พระสารีบุตรขัดเขมร โดดแพล๊บนั่นพระอัครสาวกเบื้องขวานะ ภายหลังมีพระถามพระพุทธเจ้าว่า ทำไมพระอัครสาวกเบื้องขวาจึงขัดเขมร

โดด พระพุทธเจ้าบอก อย่าไปว่าท่านเลย ลูกตถาคตไม่มีอะไรหรอกก็มาจากลิง แล้วก็มี พระอีกองค์หนึ่งท่านเป็นแม่ทัพมาก่อน พอเป็นพระอรหันต์แล้วท่านก็อยู่ในป่า ท่านรบของท่านองค์เดียวก็เอาไม้เล็ก ๆ นี่มันหักแล้วมาตัด มาวางตั้งเป็นกองทัพ ไอ่นี่เป็นเมือง ไอ่นี่ตั้งเป็นกำแพงเมือง ไอ่นี่เคลื่อนทัพมาทางนี้ ข้าศึกมาทางโน้น และก็ทัพนั้นตี ตีอยู่คนเดียว เล่นง่วนอยู่องค์เดียว ตีไปตีมาในที่สุดพระย่องมาเห็นเข้า จึงไปฟ้องพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าบอก ลูกตถาคตเป็นพระอรหันต์แล้วไม่ไปตีกับใครหรอก ก็ตีอยู่แค่นั้นแหละ น่ากลัวจะเป็นต้นตระกูลหมากรุกนะ นี่เห็นไหม กลับไปเป็นสภาวะเดิมหมด องค์นี้เขายังนึกถึงนิสัยของสภาวะเดิม เพราะสิ่งนั้นมันไม่เป็นพิษเป็นภัยกับท่าน ที่ท่านเล่นตีไปตีมาอย่างนั้นน่ะ ท่านก็มองดูว่า

มันไม่เป็นเรื่องตีกันเพื่อประโยชน์อะไร บ้านก็แตก เมืองก็แตก แล้วแต่ แต่ละคนก็ตายไปหมด เรียกว่าทุกคนมีอำนาจวาสนาก็ตาย ตายไปแล้วเอาอะไรไปได้หรือเปล่า แล้วก็ทำให้ชีวิตมนุษย์ตายทำให้คนลำบาก ใช่ไหมไม่เกิดประโยชน์นี่ท่านเห็นความไม่เป็นเรื่องเป็นราวของชีวิต ทีนี้ที่คุณถามว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่า พระองค์นั้นองค์นี้เป็นพระอริยะ ถามคนอื่นมันจะถูกรึ ถ้าหากว่าคุณกินแกง แล้วถามคนอื่นว่าเค็มไหมวะ เผ็ดไหมวะเขาจะรู้ไหม ?

จาก หนังสือธัมวิโมกข์ ฉบับรวมเล่มปีที่ 2

วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

พระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง

1-IMG0001474611075878 (Copy)


นิทานเรื่องที่ ๗
ของเขามีว่า นิทานเรื่องนี้ ชื่อเรื่อง "พระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง" ในนครโตเกียว สมัยศักราชเมจิ มีอาจารย์ที่เก่ง ๆ อยู่สองคน คนหนึ่ง ชื่อ อันโช เป็นครูบาอาจารย์ ในนิกาย ชินงอน คนนี้ ไม่ดื่มเลย อีกคนหนึ่ง ชื่อ แตนแซน หรือ ตานซาน ก็แล้วแต่จะเรียก เป็น ครูบาอาจารย์ ในมหาวิทยาลัยด้วย ไม่เคยถือศีลเลย จึงดื่มจัด หรือ ละโมบ ในการบริโภค วันหนึ่ง อาจารย์อันโช ไปเยี่ยม อาจารย์ตานซาน กำลังดื่มอยู่พอดี อาจารย์ตานซาน ก็ถามว่า จะไม่ดื่มบ้าง เทียวหรือ คือกล่าวชักชวน ให้ดื่ม นั่นเอง อันโชก็

บอกว่า ไม่เคยดื่มเลย ตานซานก็ว่า คนที่ไม่เคยดื่ม เลยนั้นน่ะ ไม่ใช่คน ฝ่ายอันโช ก็ฉุนกึก นิ่งเงียบไป ขณะหนึ่ง ในที่สุด พูดขึ้นมาได้ว่า ท่านว่าฉันไม่ใช่คน เพราะเพียงแต่ฉันไม่ดื่ม ถ้าฉันไม่ใช่คนแล้ว ฉันจะเป็นอะไร อาจารย์ตานซาน ก็บอกว่า เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง แล้วนิทานของเขาก็จบ นี่เราจะฟังเป็นเรื่อง การโต้ตอบ ด้วยโวหาร ก็ได้ แต่ความจริง มันเป็นเรื่อง ที่มุ่งหมาย จะสอน ตามแบบวิธีของเขา ที่ให้คนสำนึกว่า คนนั้น ยังไม่เป็น พระพุทธเจ้า คนหนึ่ง ต่างหาก ที่ว่าเป็น พระพุทธเจ้า คนหนึ่ง ก็เพื่อจะสอนให้รู้ว่า ยังไม่เป็น พระพุทธเจ้า เลยมากกว่า ซึ่งทำให้ อาจารย์ คนนั้น ก็ชงักกึก ไปอีก เหมือนกัน เพราะมัน

ก็รู้ตัวอยู่ว่า เราก็ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า สักที แล้วเราก็ ไม่ใช่เป็นคนแล้ว มันจะเป็นอะไรกัน คนก็ไม่เป็น พระพุทธเจ้าก็ไม่เป็น แล้วเป็นอะไร ฉะนั้น เราเองก็เหมือนกัน เราเป็นครู ตามอุดมคติ หรือยัง หรือว่า ถ้าไม่เป็นครู มันก็ไม่ใช่ครู ถ้าเป็นครู ก็ต้องเป็นครู และการที่เขาว่า เราไม่ใช่คน เราไม่ควรจะโกรธเลย หรือแม้ว่า ครูจะถูกกล่าวหาว่า อย่างนั้น อย่างนี้ เราก็ไม่โกรธ ถ้าจะพูดถึง พุทธะตามแบบ นิกายเซ็น ก็คือว่า ถ้าเรายังเป็นครู ตามอุดมคติ ไม่ได้ เราก็ยังเป็น พุทธะ ไม่ได้ อยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราจะพยายาม

ทำตน ไม่ให้เป็น อะไรเลย ให้มีจิตว่าง ไม่รู้สึกเป็นอะไรเลย ซึ่งหมายความว่า ให้อยู่เหนือ การถูกว่า หรือเขาว่ามา มันก็ไม่ถูก เราเป็นชนิดนั้น กันจะดีไหม คือว่า เราเป็นอะไร อย่างหนึ่ง ซึ่งใครจะว่าอะไร อย่างไรมา มันก็ไม่ถูกเรา มันก็คงไม่มีอะไร นอกจากเราเป็น "ว่างจากตัวเรา" ถ้าเราเป็นอย่างนี้ มันก็จะเป็นอย่างภูเขา ซึ่งลมจะพัดมา กี่ทิศกี่ทาง ก็ไม่สามารถ ทำให้ ภูเขา หวั่นไหวได้ ในบาลี มีคำกล่าวอยู่ ถ้าภูเขาเป็นหินแท่งหนึ่ง ฝังอยู่ในดิน ๑๖ ศอก โผล่อยู่บนดิน ๑๖ ศอก ลมไหนจะพัดให้หวั่นไหวได้ ถ้าเราว่างจาก ความยึดมั่นถือมั่น ว่าเรามีเกียรติ อย่างนั้นอย่างนี้ เราเป็นอะไร อย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อนั้นแหละ เราจะเป็นบุคคล ที่ลมไหน พัดมาก็ไม่ถูก

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วันวิสาขบูชามีความหมายดังนี้คือ.................





ภาพจากงานสัปดาห์วัน วิสาขบูชา 15 - 28 พฤษภาคม 2553 วันที่ประกอบด้วยคุณพิเศษ คือ 1.เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ 2.เป็นวันที่ต้นศรีมหาโพธิ์เกิดขึ้น 3.เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ 4.เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับชันธปรินิพพาน ในวันเพ็ญ 15 ค่ำเดือน 8(อาสาฬหบูชา)พระโพธิสัตว์จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต ปฏิสนธิ ในพระครรภ์พระนางมหามายาเทวีพร้อม ๆ กับแผ่นดินไหว (ขณะที่ปฏิสนธิในพระครรภ์มารดาไม่ใช่ขณะประสูติ) เทวดาต่างอารักขาพระโพธิสัตว์และพระมารดา พระมารดา ไม่มีความลำบากในการทรงพระครรภ์ พระมารดาย่อมได้ยศ ได้ลาภอันเลิศ ไม่มีความพอใจในบุรุษ พระโพธิสัตว์ทรงประสูติ ตามธรรมเนียมของสมัยนั้น สตรีเมื่อจะคลอดย่อมคลอดที่สกุลเดิมหรือบ้านของบิดา มารดาของตน พระนางมหามายาเทวีจึงมีพระประสงค์จะไปที่กรุงเทวทหะอันเป็นเมือง ของพระราชบิดาและพระราชมารดาของพระองค์ เมื่อเสด็จถึงป่าสาลวันชื่อลุมพินีวัน ขณะนั้นต้นสาละออกดอกบานสะพรั่ง พระเทวีมี 

ประสงค์จะเล่นในสวนสาลวัน พระนางมีประสงค์จะจับกิ่งใด กิ่งนั้นก็น้อมมาที่พระหัตถ์ และลมกัมมัชวาตก็เกิดขึ้น มหาชนจึงล้อมม่านแล้วถอยออกไป พระนางได้ยืนจับกิ่ง สาละนั่นแลได้ประสูติแล้ว ในขณะนั้นนั่นเองท้าวมหาพรหมผู้มีจิตบริสุทธิ์ ๔ องค์ ก็มาถึงพร้อมกับถือข่ายทอง มาด้วยเอาข่ายทองนั้นรับพระโพธิสัตว์วางไว้ตรงพระพักตร์ของพระราชมารดา พลางทูลว่าข้าแต่พระเทวีขอพระองค์จงดีพระทัยเถิดพระราชบุตรของพระองค์ มีศักดาใหญ่อุบัติขึ้นแล้วพระโพธิสัตว์ก็ประทับยืนบนแผ่นดินทอดพระเนตรดู ทิศตะวันออกจักรวาลนับได้หลายพันได้เป็นที่โล่งเป็นอันเดียวกันพวกเทวดาและ มนุษย์ในที่นั้นต่างพากัน บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น กราบทูลว่าข้าแต่ท่าน บุรุษคนอื่นในที่นี้เช่นกับท่านไม่มีคนที่ยิ่งกว่าท่านจักมีแต่ที่ไหนพระโพธิสัตว์มองตรวจดูตลอดทิศให้ทิศเล็กแม้ทั้ง 10 คือทิศใหญ่ 4 ทิศเล็ก 4 เบื้องล่างเบื้องบนก็มิได้ทรงมองเห็นใครที่เช่นกับตนต่อจากนั้นประทับยืนที่ พระบาทที่ 7 ทรงเปล่งอาสภิวาจา วาจาแสดงความยิ่งใหญ่ว่าเราเป็นผู้เลิศในโลกเราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลกเราเป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในโลกการเกิดครั้งนี้เป็นการเกิดครั้งสุดท้ายบัดนี้ภพใหม่ไม่มีต่อไปย้อนรำลึกเหตุการณ์ใน วันวิสาขบูชา

ตรัสรู้ในเวลาเช้าของวันเพ็ญเดือน 6 วันวิสาขบูชา ขณะนั้นมีพระชนมายุ 35 พระชันษา ขณะนั้นทรงประทับที่ต้นไทรนาง สุชาดา นำข้าวมธุปายาสที่ใส่ถาดทองมาถวายพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ทรงรับและเสวยข้าวมธุปายาสแล้วได้ เสด็จไป ที่ท่าน้ำเนรัญชราพระองค์ทรงอธิษฐานว่าหากเราได้เป็นพระพุทธเจ้าก็ขอให้ถาดลอยทวนน้ำไปเมื่อพระองค์ทรงปล่อยถาดลงในกระแสน้ำถาด นั้นก็ ลอย ทวนกระแสน้ำและได้จมลงไปในที่อยู่ของนาคราชเมื่อถึงเวลาเย็น นายโสตถิยะก็ถวายหญ้า 8 กำ กับพระโพธิสัตว์พระโพธิสัตว์ทรงวางหญ้าที่โพธิ บัลลังก์ที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ทรงประทับนั่งแล้วอธิษฐานว่าหากเรายังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณแล้วแม้เนื้อและเลือดจะเหือดแห้ง ไปก็จะไม่ลุกไปเด็ดขาด

พระองค์ทรงกำจัดมารในเวลาเย็นในเวลาปฐมยามทรงระลึกชาติได้แต่ยังไม่เป็นพระพุทธเจ้าเวลามัจฌิมยาม พระองค์ทรงเห็น สัตว์เกิดสัตว์ตายด้วยพระญาณแต่ไม่เป็นพระพุทธเจ้าเวลาปัจฉิมยามทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในเวลาใกล้รุ่งของวันวิสาขบูชา.เมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้ได้เปล่งพระอุทานที่พระพุทธเจ้าทั้งปวงมิได้ทรงละว่าเราเมื่อแสวงหานายช่าง(คือตัณหา)ผู้กระทำ เรือนเมื่อไม่ประสบได้ท่องเที่ยวไปยังสงสารมิใช่ น้อยความเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์ ดูก่อนนายช่างผู้ กระทำเรือนเราเห็นท่านแล้วท่านจักทำเรือนไม่ได้ อีกต่อไปซี่โครงทั้งปวงของท่านเราหักแล้วยอด เรือนเรากำจัดแล้วจิต(ของเรา)ถึงวิสังขาร(นิพพาน) แล้วเราได้ถึงความสิ้นตัณหาแล้ว สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้คืออะไรในปัจฉิมยามพระองค์ทรงพิจารณา ปฏิจจสมุปบาท นั่นก็คือพระองค์ทรงตรัสรู้สัจจะ ความจริงที่เป้นสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ทรงตรัสรู้ความจริงที่เป็นเพียง จิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่ใชสัตว์ บุคคล อาศัยเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้น เพราะมีความไม่รู้ จึงมีสภาพ ธรรมอื่น ๆ เกิดวนเวียนเป็นสังสารวัฏฏ์ ไม่มีที่สิ้นสุดแต่เมื่อวิชชา คือปัญญาเกิดก็สามารถดับสังสารวัฏฏ์ได้พระองค์ตรัสรู้ความจริงที่เป็นเพียงสภาพธรรมด้วย

ปัญญา ของพระองค์ตามความเป็นจริงการจะรู้ความจริงจึงรู้ขณะนี้ด้วยการฟัง การศึกษาให้ เข้าใจสภาพธรรมทำ หน้าที่เองให้ปัญญาเจริญขึ้นจนประจักษ์แจ้งสภาพธรรมที่มี ในขณะนี้ย้อนรำลึกเหตุการณ์ในวันวิสาขบูชาปรินิพพานในวัน มาฆบูชา พระพุทธองค์ทรงปลงมายุสังขาร ณ.ปาวาลเจดีย์จากนี้ไปอีก 3 เดือน เราจะปรินิพพานพระองค์ทรงตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่าชนเหล่าใดทั้งเด็กผู้ใหญ่ - ทั้งพาล - ทั้งบัณฑิต - ทั้งมั่งมีทั้ง - ขัดสน ล้วนมีความตาย เป็นเบื้องหน้าภาชนะดิน ที่ช่างหม้อทำทั้งเล็กทั้งใหญ่ทั้งสุกทั้งดิบทุกชนิดมีความ แตกเป็นที่สุดฉันใดชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้นดูก่อนภิกษุทั้งหลายพวก เธอจงไม่ประมาทมี สติ มีศีลด้วยดีเถิดจงเป็นผู้มีความดำริตั้งมั่นด้วยดีจงตามรักษา จิตของตนเถิดผู้ใดจักเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่ในธรรมวินัยนี้ผู้นั้นจักละชาติสงสารแล้ว จะกระทำที่สุดทุกข์ได้ในวันวิสาขบูชา

พระพุทธองค์เสด็จไปที่เมืองกุสินารา แม้จะลงพระโลหิตอย่างมาก ใกล้จะปรินิพพานแล้วแต่พระองค์ก็เสด็จไปเพื่อที่จะโปรดสุภัททะปริพาชกให้บรรลุ ธรรมและเพื่อที่จะแสดงมหาสุทัสสนสูตรเพื่อให้มหาชนได้ฟังพระธรรมและอีกเหตุผล หนึงคือหากพระองค์ปรินิพพานที่กุสินาราจะไม่มีการทะเลาะกันในเรื่องของการแบ่งพระ ธาตุจะเห็นได้ถึงพระมหากรุณาคุณของพระองค์แม้พระองค์จะปรินิพานแล้วก็ยังช่วย สัตว์โลกแม้จะทรงประชวรอย่างหนักก็ตาม พระพุทธเจ้าเสด็จถึงป่าสาลวัน รับสั่งให้พระอานนท์จัดเตียงหันพระเศียรไปทาง ทิศเหนืออันอยู่ระหว่างต้นสาละคู่ครั้งนั้นเทวดาและมนุษย์ต่างบูชาด้วยดอกไม้ของ หอมมากมาย พระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า อานนท์การบูชา ด้วยสักการะเหล่านี้ อามิสบูชา ยังไม่

ชื่อว่าสักการะ เคารพพระองค์จริง แต่ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ชื่อว่าบูชาพระองค์ นั่นคือการให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรมเจริญกุศลทุกประการจนถึง การดับกิเลสได้เป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พระพุทธองค์ทรงแสดงเรื่องสังเวชนียสถานว่าเป็นที่ที่ควรระลึกถึง ควรเห็นของผู้มี ศรัทธาเมื่อพระศาสดาล่วงไปแล้ว พระอานนท์ร้องไห้ที่ประตูวิหาร พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียก พระอานนท์ และเตือนว่า ทุกสิ่งมีความแตกสลายไปธรรมดาเธออย่าประมาทจงทำที่สุดทุกข์และตรัสสรรเสริญพระอานนท์มากมายพระพุทธเจ้าทรงโปรดสุภัททะปริพพาชกจนสุดท้ายได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเธออย่าสำคัญว่าศาสดาล่วงไปแล้วจะหาพระศาสดาไม่ได้ พระธรรมของเราจะเป็นศาสดาของพวกเธอ เมื่อพระภิกษุสงฆ์ประชุมพร้อมกันแล้ว พระองค์ได้ตรัสพระปัจฉิมโอวาทว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายบัดนี้เราขอเตือนพวกเธอว่าสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาพวกเธอจงยังความ ไม่ประมาทให้ถึง

พร้อมเถิดนี้เป็นพระปัจฉิมวาจาของพระตถาคต. พระพุทธเจ้าทรงเข้าฌานและออกจากฌานและทรงออกจากจตุตถฌานแล้ว พระพุทธเจ้าก็ปรินิพพานดับรอบซึ่งสังขารธรรมและขันธ์ทั้งหลายในคืนวันวิสาขบูชาพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วไปไหน ? นิพพานไม่ใช่สถานที่ ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง เมื่อจุติจิตของพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ เกิดขึ้นก็ไม่มีเหตุปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตเกิดจึงไม่เป็นเหตุให้มีขันธ์ 5 เกิดขึ้นอีกจึงไม่ สามารถกล่าวได้ว่าไปที่ไหนเหมือนเปลวเทียนเมื่อดับไป เปลวเทียนไปไหนช่างตี เหล็กใช้ฆ้อนเหล็กเมื่อตีเหล็กติดไฟแล้วไฟก็ดับไปไฟไปไหนพระอรัหันต์ผู้ดับ กิเลสแล้วเมื่อปรินิพพานจึงหา(คติ)ที่ไปไมได้อีก

รากฐานแห่งความสุข

OSs18q.jpg


ความผูกพันรักใคร่ในครอบครัว เป็นรากฐานของความสุขแห่งชีวิต เป็นรากฐานความเป็นปึกแผ่นของสังคม ของประเทศเทศชาติและของโลกในที่สุด ชีวิตสังคมย่อมตั้งต้นมาจากครอบครัว ถ้าครอบครัวแตกแยก หรือครอบครัวขาดความรักใคร่ผูกพันต่อกัน ชีวิตในสังคมจะแตกแยกประดุจเงาตามตัว ผลตามของสังคมแตกแยกทราบกันดีอยู่แล้ว เช่นเรื่องของโรคจิต - โรคประสาทและเรื่องของ อาชญากรรม เรื่องของเด็กเกเร เป็นต้น ....
จากวาทะของศาสตราจารย์ นายแพทย์ ฝน แสงสิงแก้ว

วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557







จ้าวเหวินหวังทรง โปรดปรานลุ่มหลงกระบี่มาก บรรดานักกระบี่ต่างหลั่งไหลมายังราชสำนักของเขา มากมายถึงกว่าสามพันคน อาคันตุกะเหล่านี้ ได้เข้าประลองกระบี่กันทั้งวันคืนต่อหน้าพระพักตร์ และมีผู้ตายและบาดเจ็บกันนับร้อยในแต่ละปี จ้าวเหวินหวังชมการ ประลองกระบี่เหล่านี้อย่างเมามัน มิรู้หน่าย เป็นเวลาถึง 3 ปี กระทั่งแคว้นจ้าวของพระองค์ค่อย ๆเสื่อมถอยลง บรรดาเจ้าเมืองอื่น ๆ ต่างฉวยโอกาสลุกฮือต่อต้าน รัชทายาทคุยทรงกลัดกลุ้ม หารือกับข้าราชบริพาร ข้าฯจะตบรางวัลเป็นทองพันก้อนแก่ผู้

สามารถโน้มน้าวกษัตริย์ ให้เลิกการประลองกระบี่ ! จวงจื่อสามารถทำได้ ข้าราชบริพารผู้หนึ่งเสนอ ดังนั้น รัชทายาทจึงได้ส่งผู้แทนพร้อมด้วยทองพันก้อนไปกำนัลแก่จวงจื่อ จวงจื่อไม่ยอมรับของกำนัลนั้น แต่ก็ได้ร่วมเดินทางมาพร้อมกับผู้แทน มาเข้าเฝ้ารัชทายาท ฝ่าบาทต้องการให้ข้าฯกระทำสิ่งใด จึงได้ส่งของกำนัลเป็นทองถึงพันก้อนมาให้ข้าฯ ? จวงจื่อถาม ข้าฯได้ยินมาว่า รัชทายาททรงกล่าว ท่านเป็นปราชญ์ผู้ปราดเปรื่อง จึงปรารถนาที่จะได้คารวะท่าน และประทานทองพันก้อนนี้ เป็นของกำนัลแด่การมาเยือนของท่าน แต่หากท่านมิรับมันไว้ ข้าฯก็ไม่อาจที่จะกล่าวอะไรอีกต่อไป จวงจื่อจึงกล่าวว่า ข้าฯ

ได้ยินมาว่ารัชทายาททรงประสงค์ไหว้วานข้าฯ ช่วยกำจัดสิ่งที่กษัตริย์ ทรงโปรดปราน หากสิ่งที่ข้าฯกล่าวออกไป ทำให้พระองค์โกรธกริ้ว ข้าฯก็หนีไม่พ้นโทษประหาร หากผลปรากฏออกมาเช่นนี้ ข้าฯจะได้นำทองพันก้อนไปใช้ได้อย่างไรหรือ ? และหากข้าฯประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวพระองค์ และฝ่าบาทก็สมพระทัย จะมีสิ่งใดในแคว้นจ้าวอันยิ่งใหญ่ ที่ท่านจะมิอาจประทานแก่ข้าฯ ? ถ้าเช่นนั้น บัดนี้ ปัญหาก็อยู่ที่ว่า...รัชทายาททรงเอ่ยขึ้น “พระบิดาของข้าฯ จะไม่ทรงพบใครทั้งสิ้น นอกจากนักกระบี่ ดีล่ะ ! ข้าฯก็มีวิทยายุทธกระบี่เช่นกัน จวงจื่อกล่าว แต่นักกระบี่ที่พระบิดาของข้าฯจะทรงให้เข้าพบนั้นจะต้องมีผมกระเซิง หนวดเคราชี้ชัน สวมหมวกห้อยต่ำลงมา ผูกด้วยเชือดหยาบ ๆ ด้านหลังของตัวเสื้อตัดสั้น จ้องมองอย่างดุดัน ไม่พูดไม่จา พระองค์ทรงโปรดคนแบบนี้ ! หากท่านจะไปเข้าเฝ้าพระองค์ด้วยชุด

อย่าง ผู้คงแก่เรียนเช่นนี้ แผนการต่าง ๆ ก็จะล้มเหลวไปเสียแต่ต้น ถ้าเช่นนี้ เตรียมชุดนักกระบี่ให้ข้าฯด้วยจวงจื่อกล่าว สามวันต่อมา เขาก็แต่งชุดนักกระบี่ เข้าไปเฝ้าจ้าวเหวินหวังพร้อมด้วยกับรัชทายาท ฝ่ายกษัตริย์ทรงถือกระบี่คมแวบ รอรับอาคันตุกะ จวงจื่อเดินเข้าไปอย่างแช่มช้า มองไปที่กษัตริย์ โดยที่มิได้คุกเข่าถวายบังคม กษัตริย์ทรงตรัสถามขึ้นว่า ท่านให้รัชทายาทอุตส่าห์มาแนะนำท่านแก่ข้าฯ ท่านมีสิ่ง

ใดที่จะสั่งสอนข้าฯหรือ ? ข้าฯได้ยินมาว่าพระองค์ทรงโปรดปรานกระบี่มาก ดังนั้น จึงมาแสดงเพลงกระบี่ของข้าฯ ให้พระองค์ทอดพระเนตร เพลงกระบี่ของท่านมีความโดดเด่นอย่างไร จ้าวหวัง รับสั่งถาม เพลงกระบี่ของข้า ฯ ในทุกๆ 10 ก้าว สามารถสังหารศัตรูได้ 1 คน และสามารถร่ายรำเพลงกระบี่ไกลถึงหนึ่งพันลี้โดยที่คมมีดไม่ทื่อเลย! จ้าวหวังได้ฟังเช่นนี้ ก็รู้สึกพึงพอใจมาก ทรงอุทานขึ้นว่า ท่านคงจะมิมีศัตรูเลยในใต้หล้านี้ ! เมื่อข้าฯปะกระบี่กับคู่ต่อสู้ ก็จะแสดงจุดอ่อนของตัวเอง ให้โอกาสแก่ปฏิปักษ์ก่อน เริ่มลงมือทีหลังแต่บรรลุถึงก่อนแสดงความว่างเปล่า จู่โจมด้วยพลังแกร้วกล้า ขอข้า ฯได้แสดงวิทยายุทธ

ของข้าฯ ? กษัตริย์ตรัสว่า ท่านออกไปก่อน ไปรอที่ที่รับรองของท่าน คอยคำสั่งจากข้า ฯ เมื่อข้าฯเปิดการประลอง ก็จะเรียกท่านมา กษัตริย์ได้ใช้เวลา 7 วัน ในการทดสอบฝีมือของนักกระบี่ของพระองค์ และก็มีนักกระบี่ถึง 60 คน ได้ล้มตายและบาดเจ็บระหว่างการประลองนี้ มีเพียงห้าหรือหกคนที่รอดชีวิต และได้รับคำสั่งให้เข้าสู่สนามประลองที่นอกท้องพระโรง พระองค์ได้รับสั่งไปยังจวงจื่อ ตรัสว่า วันนี้ เราจะมาดูกันว่าท่านจะปะกระบี่กับจอมกระบี่เหล่านี้อย่างไรจวงจื่อกล่าวว่า ข้าฯกระหายรอโอกาสนี้มานานแล้ว ท่านต้องการอาวุธแบบใด?กษัตริย์ตรัสถาม กระบี่ยาวหรือกระบี่สั้น? ข้าฯพร้อมที่จะใช้อาวุธแบบใดก็ได้ทั้งสิ้น ข้าฯมีกระบี่สามเล่ม พระองค์เพียงแต่รับสั่งมาว่าต้องการให้ข้าฯใช้กระบี่เล่มไหน ข้าฯจะอธิบายเกี่ยวกับกระบี่เหล่านี้ ก่อนที่จะนำออกใช้ต่อสู้จงเผยสรรพคุณกระบี่ทั้งสามเล่มของท่านกษัตริย์รับสั่งมีกระบี่แห่งโอรสสวรรค์ กระบี่เจ้าครองเมือง และกระบี่สามานย์ กระบี่โอรสสวรรค์เป็นเช่นใดหรือ ? กษัตริย์ตรัสถาม กระบี่แห่งโอรสสวรรค์? มีกำแพงหินแห่งเยียนซีเป็นปลายกระบี่ ขุนเขาไท่ซันแห่งแคว้นฉีเป็นคมมีด แคว้นจิ้นและแคว้นเว่ยเป็นสันกระบี่ แคว้นโจวและแคว้นซ่งเป็นจรดท่าป้องกัน แคว้นหานและแคว้นเว่ยเป็นด้าม ชนเผ่าคนเถื่อนทั้งสี่ห่มหุ้มไว้ ท่ามกลางอ้อมกอดของฤดูกาลทั้งสี่ และทะเลป๋อไห่ล้อมรอบ ขุนเขานิรันดร ฉางซัน เป็นสายรัดกระชับไว้มั่น กระบี่เล่มนี้ มีองค์ประกอบทั้งห้าปกครองอยู่ เป็นผู้ตัดสินการลงโทษและการปูนบำเหน็จรางวัล ใช้การลงทัณฑ์และการตบรางวัลบัญชาชี้นำ ดำเนินไปตามพลังของอินและหยัง ผ่อนพักในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน กวัดแกว่งสู้ศึกในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวเมื่อสะบัดแทงออกไปข้างหน้า ก็ไร้สิ่งใดอยู่เบื้องหน้า ไร้ผู้ใดอาจต้านทาน ตวัดชูขึ้นเบื้องสูง ก็ไร้สิ่งใดอยู่เบื้องบน ไม่มีผู้ใดอาจหลบซ่อน ฟันลงไป ก็ไร้สิ่งใด ณ.เบื้องล่าง ไม่มีผู้ใดหนีรอดไปกวัดแกว่งหมุนไปรอบ ๆ ก็ไร้สิ่งรายรอบไม่มีผู้ใดอาจเข้าใกล้ ณ.เบื้องบน ก็สามารถฝ่าหมู่ริ้วคลื่นเมฆา ณ เบื้องล่าง ก็สามารถฟันแยก

ใจกลางแผ่นดิน เมื่อใช้กระบี่เล่มนี้ เหล่าเจ้าเมืองแว่นแคว้นต่าง ๆ ทั่วหล้าล้วนล่าถอยสยบยอม นี่คือกระบี่แห่งโอรสแห่งสวรรค์จ้าวหวังถึงกับตกอยู่ในอาการงงงันอึ้ง กว่าจะตรัสขึ้นว่า แล้วกระบี่แห่งเจ้าครองเมืองล่ะ เป็นเช่นไร? กระบี่เจ้าครองเมืองนั้นหรือ? มีผู้กล้าและทรงความสามารถเป็นปลายกระบี่ มีความบริสุทธิ์และตรงไปตรงมาเป็นคมมีด มีผู้ทรงคุณความดีเป็นสันกระบี่ มีผู้จงรักภักดีและทรงปัญญาเป็นจรดท่าป้องกัน มีวีรบุรุษและอัจฉริยะภาพเป็นด้าม กระบี่เล่มนี้ก็เช่นกันเมื่อสะบัดแทงออกไปข้างหน้า ก็ไร้สิ่งใดอยู่เบื้องหน้าเมื่อตวัดชูขึ้น ก็ไร้สิ่งใดอยู่เบื้องบนเมื่อซัดลงไป ก็ไร้สิ่งใดอยู่เบื้องล่างเมื่อกวัดแกว่งไปรอบ ๆ ก็ไร้สิ่งใดอยู่รายรอบ ณ เบื้องบน ก็ได้ถือแบบอย่างตามความกลมของฟ้า ดำเนินไปตามลำแสงแห่งดวงตะวัน จันทรา และดวงดารา พื่อที่จะประสานกลมกลืนกับดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว ณ เบื้องล่าง ก็ได้ถือแบบอย่างสี่เหลี่ยมของแผ่นดิน ดำเนินไปตามฤดูกาลทั้งสี่ ณ กึ่งกลาง ก็ได้บรรสานกลมกลืนกับจิตใจของประชาชน และบันดาลความสงบศานติแก่ทิศทั้งสี่ กระบี่เล่มนี้ เมื่อนำออกใช้ ก็แผ่พลานุภาพอัน ดุดันดั่งสายฟ้าฟาด ไม่มีผู้ใดจากชายแดนทั้งสี่ของแคว้น ที่จะไม่ยอมหมอบก้มมอบตัวอยู่ใต้อำนาจ ไม่มีผู้ใดที่อาจละความสนใจ และไม่เชื่อฟังคำบัญชาของผู้ปกครอง นี่คือกระบี่แห่ง

เจ้าครองเมือง กษัตริย์ตรัสถามในทันใดว่าและกระบี่สามานย์ เป็นอย่างไร ? กระบี่สามานย์หรือ? เป็นกระบี่ของนักดาบผมเผ้ากระเซิงหนวดเคราชี้ชัน สวมหมวกห้อยลงต่ำ ผูกด้วยเชือกหยาบ ๆ เสื้อที่มีด้านหลังตัดสั้น จ้องมองอย่างดุดัน และเอ่ยคำพูดคำจาอย่างยากเย็นเหลือแสน พวกเขาได้ฟาดฟันประหัตประหารอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์.....ณ. เบื้องบน มันได้บั่นศีรษะและคอณ เบื้องล่าง ก็ได้เชือดเฉือนตับและปอด ผู้ซึ่งได้กวัดแกว่งกระบี่สามานย์นี้ ไม่ผิดอะไรจากไก่ชน ที่อาจถูกเด็ดชีวิตใน ทุก ๆ รุ่งเช้า คนเหล่านี้ ไร้ประโยชน์ใด ๆในการปกครองแผ่นดินบัดนี้พระองค์ครองฐานะสูงส่งถึงโอรสสวรรค์ พระองค์ยังคงลุ่มหลงในกระบี่สามานย์ ช่างน่าละอายโดยแท้ ! นับแต่นั้นมา จ้าวหวังก็ทรงไม่ดำเนินออกจากพระตำหนัก ปรากฏพระวรกายขึ้นเลย เป็นเวลาถึงสามเดือน และเหล่านักดาบต่างก็ได้อัตวินิบาตกรรมในที่รับรองของตน Sword

manager online