แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ครู แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ครู แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569

Trimit temple pavilion

 




สถาปัตยกรรมภายนอกของพระมหามณฑป ซึ่งเป็นอาคารทรงไทยสีขาวที่มีความยิ่งใหญ่และมียอดแหลมสูงสง่า แต่ไม่มีรายละเอียดของนิทรรศการภายในระบุไว้ครับ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลทั่วไปที่ได้กล่าวถึงในบทสนทนาก่อนหน้า ซึ่งเป็นข้อมูลภายนอกแหล่งข้อมูลรูปภาพและคุณอาจต้องการตรวจสอบเพิ่มเติม ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของมณฑปแห่งนี้ มีสิ่งที่น่าสนใจจัดแสดงอยู่ดังนี้

หุ่นจำลองและฉากจำลอง Dioramas แสดงวิถีชีวิตของชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งแต่การเดินทางด้วยเรือสำเภาจนถึงการตั้งตัวในย่านเยาวราช การจำลองย่านสำเพ็งในอดีต มีการจัดแสดงโมเดลขนาดใหญ่ที่จำลองบรรยากาศร้านค้า ตลาด และชุมชนในยุคแรกเริ่มที่เยาวราชเริ่มมีความเจริญรุ่งเรือง สื่อมัลติมีเดียใช้การฉายภาพและเสียงประกอบเพื่อบอกเล่าประวัติศาสตร์ของชาวไทยเชื้อสายจีนที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของกรุงเทพฯ นิทรรศการความสัมพันธ์ไทย-จีนนำเสนอเรื่องราวความผูกพันและวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวในย่านไชน่าทาวน์แห่งนี้จากการ

วิเคราะห์ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของมณฑปวัดไตรมิตรในรูปภาพ ซึ่งมีจุดเด่นคือตัวอาคารสีขาวทรงจตุรมุขที่มีความยิ่งใหญ่ และมียอดสถาปัตยกรรมทรงปราสาทที่มีปลายยอดแหลมสูงสง่า The Golden Spire ต่อไปนี้คือสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ที่มีสถาปัตยกรรมคล้ายคลึงกันหรือมีองค์ประกอบที่ใกล้เคียงกันครับ โลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร: ความคล้ายคลึงเป็นอาคารที่มีโครงสร้างซ้อนชั้นและมียอดแหลมจำนวนมาก 37 ยอด คล้ายกับยอดปราสาทของมณฑปวัดไตรมิตร ตัวอาคารมีความโอ่อ่าและเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมไทยที่เน้นทรงสูง พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ความคล้ายคลึง เป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรม ทรงปราสาท" ในไทย มีหลังคาซ้อนชั้นและยอดมณฑปแหลมสูงตรงกลางมุขทั้งสี่ คล้ายคลึงกับลักษณะยอดแหลมที่ปรากฏในรูปภาพ อย่างมาก แม้จะมีสีสันที่

แตกต่างกัน เน้นสีทองและกระจกหลากสี วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร วัดหินอ่อน ความคล้ายคลึงแม้จะไม่มียอดแหลมสูงเท่ามณฑปวัดไตรมิตร แต่มีความโดดเด่นที่ตัวอาคารสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวสะอาดตา และมีการตกแต่งด้วยศิลปะไทยประเพณีที่ประณีตและดูสง่างามคล้ายกับโทนสีขาวของมณฑปในรูป พระมหาเจดีย์มหารัชมงคล วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ความคล้ายคลึง: เป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ขนาดใหญ่ที่มีความสูงโดดเด่นและมีหลายชั้น โดยชั้นบนสุดเป็นที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมี

นิทรรศการอยู่ภายในอาคารเช่นเดียวกับมณฑปวัดไตรมิตร พระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา - แม้อยู่นอกกรุงเทพฯ แต่มีความคล้ายคลึงที่สุดความคล้ายคลึง: เป็นอาคารทรงจตุรมุขสีขาวขนาดใหญ่ที่ใช้ศิลปะไทยประยุกต์และมียอดแหลมสูงชะลูด ซึ่งมีกลิ่นอายและรูปแบบทางวิศวกรรมสถาปัตยกรรมที่ใกล้เคียงกับมณฑปวัดไตรมิตร าเหตุที่มีการย้ายพระพุทธรูปจากวัดพระยาไกรมายังวัดไตรมิตรวิทยาราม มีปัจจัยสำคัญดังนี้

สภาพของวัดพระยาไกรในอดีต วัดพระยาไกรในขณะนั้นอยู่ในสภาพรกร้าง ทำให้ต้องมีการอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญออกมาเพื่อหาที่ประดิษฐานใหม่ที่เหมาะสมและปลอดภัยกว่าเดิม การรักษาความปลอดภัยและความลับขององค์พระ: พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปทองคำที่มีน้ำหนักมหาศาลกว่า 5 ตัน ซึ่งในขณะนั้นยังถูกพอกด้วยปูนเพื่ออำพรางค่าของเนื้อทองคำบริสุทธิ์ไว้ การเคลื่อนย้ายมายังวัดไตรมิตรวิทยารามจึงเป็นส่วนหนึ่งของการ

ดูแลรักษาปูชนียวัตถุสำคัญของชาติ ความสำคัญของวัดในฐานะศูนย์รวมจิตใจแหล่งข้อมูลระบุว่า วัดเป็นศาสนสถานที่เป็นศูนย์รวมน้ำใจของชาวไทยและมีบทบาทสำคัญในการกำหนดประวัติศาสตร์ของสังคม การอัญเชิญพระพุทธรูปมาประดิษฐานในที่แห่งใหม่ จึงเป็นการสืบทอดความศรัทธาและศิลปกรรมล้ำค่าให้คงอยู่สืบไป ปัจจุบันพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ประดิษฐานอยู่อย่างสง่างามบนชั้นสูงสุดของพระมหามณฑป The Golden Spire ซึ่งเป็นอาคารทรงไทยจตุรมุขที่มีความสูงโดดเด่นและวิจิตรบรรจง ดังที่ปรากฏในรูปภาพ เพื่อให้สมกับความเป็นศูนย์รวมความศรัทธาและความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมือง เป็นอย่างมาก

Trimit temple pavilion by s72m7pjjgt


วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

Chinese new year

 




Waist String to Red Envelope by s72m7pjjgt






1. วิวัฒนาการจาก เชือกสีแดง สู่ ซองสีแดง แหล่งข้อมูลระบุว่า ซองสีแดง (อั่งเปา) ที่เราเห็นในปัจจุบันนั้นมีที่มาจากการใช้ เชือกสีแดง ในอดีต โดยสาเหตุที่ต้องใช้เชือกเนื่องจากเงินตราในสมัยก่อนมีลักษณะเป็น เหรียญที่มีรูตรงกลาง ผู้ใหญ่จึงนำเชือกสีแดงมาร้อยเหรียญเหล่านั้นเข้าด้วยกันเป็นพวง ๆ เพื่อมอบให้แก่เด็ก ๆ 

2. ที่มาของคำว่า แต๊ะเอีย (การผูกไว้ที่เอว) ธรรมเนียมที่เด็ก ๆ นำพวงเหรียญที่ร้อยด้วยเชือกสีแดงมา ผูกเก็บไว้ที่เอว คือรากฐานของคำว่า แต๊ะเอีย (ซึ่งในภาษาจีนแต้จิ๋วแปลว่าการทับเอวหรือผูกไว้ที่เอว) สิ่งนี้สะท้อนถึงการมอบโชคลาภที่เด็ก ๆ สามารถพกติดตัวไปได้ตลอดเวลาในช่วงเทศกาลตรุษจีน

3. สัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์และการส่งต่อสิริมงคล การมอบจากผู้อาวุโสสู่ผู้น้อย: ธรรมเนียมนี้เป็นสัญลักษณ์ของการที่ผู้ใหญ่มอบความเป็นสิริมงคลและเงินขวัญถุงให้แก่ลูกหลาน รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนกันเองในหมู่ญาติมิตร การใช้พลังของสีแดงสีแดงของซองและเชือกแดงที่ปรากฏในแหล่งข้อมูล สอดคล้องกับบรรยากาศการตกแต่ง ศาลเจ้าแชกง ในภาพที่เต็มไปด้วยสีแดง ทั้งโคมไฟ ผ้าประดับ และธูปขด สีแดงทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของการขับไล่สิ่งชั่วร้ายและนำพาความโชคดีมาให้ผู้รับ

4. ความเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ในศาลเจ้า เหรียญรูและรูปทรงมงคลลักษณะของ เหรียญที่มีรูตรงกลาง สอดคล้องกับลวดลายบน พรมและพื้นผิวประดับ ในศาลเจ้าแชกงที่มีรูปทรงวงกลมล้อมรอบสี่เหลี่ยม สื่อถึงพลังแห่งฟ้าและดินที่นำพาความสมบูรณ์มาให้ ความมั่งคั่งและโชคลาภ การมอบเงินในซองแดงหรือการร้อยเหรียญทองด้วยด้ายแดง เป็นการกระตุ้นพลังงานแห่งความมั่งคั่ง เช่นเดียวกับการประดับตัวอักษรสีทอง 福 (ฮก - โชคลาภ) บนโคมไฟสีแดงที่แขวนอยู่ทั่วบริเวณศาลเจ้า เพื่อสร้างพลังงานแห่งความรุ่งโรจน์ในช่วงปีใหม่ สรุปจากแหล่งข้อมูล: ธรรมเนียมการมอบซองแดงและแต๊ะเอียจึงไม่ใช่เพียงการให้เงิน แต่เป็นการส่งต่อ ความคุ้มครองและโชคลาภ ผ่านสัญลักษณ์ของสีแดงและรูปทรงของเงินตรา ซึ่งสอด

ประสานกับบรรยากาศการตกแต่งสถานที่เพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงตรุษจีนอย่างลงตัว เรื่องราวของ ซองสีแดง (อั่งเปา/แต๊ะเอีย) ที่มีที่มาจาก การร้อยเหรียญด้วยเชือกสีแดง เพื่อผูกไว้ที่เอวของเด็ก ๆ นั้น ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงรากฐานความเชื่อที่ปรากฏในการตกแต่งสถานที่ในแหล่งที่มาได้อย่างลึกซึ้งดังนี้

ความสำคัญของ สีแดง ในฐานะเกราะคุ้มครองข้อมูลของคุณที่ว่าแต่เดิมมีการใช้เชือกสีแดงผูกเหรียญไว้ที่เอวเพื่อมอบความเป็นสิริมงคลให้เด็ก ๆ สอดคล้องกับภาพในแหล่งที่มาซึ่งมีการใช้ สีแดง ปกคลุมไปทั่วทั้งศาลเจ้า ไม่ว่าจะเป็นผ้าประดับ โคมไฟ หรือแม้แต่ธูปขดสีแดง สิ่งนี้ตอกย้ำว่าสีแดงคือสัญลักษณ์ของการ คุ้มครองและขับไล่สิ่งอัปมงคล ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของสิ่งของติดตัว (เชือก/ซอง) หรือการตกแต่งสถานที่เพื่อสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ การส่งต่อความมั่งคั่งและโชคลาภ: การมอบเงินในซองสีแดงหรือการร้อยเหรียญในอดีต มีจุดประสงค์เพื่อมอบโชคลาภและความมั่งคั่ง ซึ่งสอดคล้องกับการประดับโคมไฟที่มีตัวอักษร 福(ฮก) ที่หมายถึงความสุขและโชคลาภในศาลเจ้า รวมถึงการใช้ สีทอง บนป้ายชื่อและลวดลายต่าง ๆ ซึ่งเป็น

สัญลักษณ์ของเงินทองและความร่ำรวย ความเชื่อมโยงกับ กังหันนำโชค เหรียญที่มีรูตรงกลางในอดีตมีลักษณะกลม ซึ่งในทางสัญลักษณ์สื่อถึงการหมุนเวียนและความราบรื่น เช่นเดียวกับความเชื่อเรื่อง กังหันนำโชค ของศาลเจ้าแชกงที่ปรากฏในแหล่งที่มา ซึ่งเน้นการ หมุน เพื่อนำพาโชคลาภเข้ามาและปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไป การที่เด็ก ๆ พกเหรียญติดตัวจึงเปรียบเสมือนการมีเครื่องรางนำโชคติดตัวไปตลอดเวลา ข้อสังเกตเพิ่มเติม (นอกเหนือจากแหล่งที่มา)คำว่า แต๊ะเอีย ในภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลตรงตัวได้ว่า ทับเอว หรือ ผูกไว้ที่เอว ซึ่งตรงกับประวัติที่คุณเล่ามาว่าในสมัยก่อนผู้ใหญ่จะร้อยเหรียญทองแดงเป็นพวงด้วยเชือกสีแดงแล้วนำมาผูกไว้ที่เอวของเด็ก ๆ ในวันตรุษจีนนั่นเอง ข้อมูลนี้ช่วยทำให้เราเห็นภาพวิวัฒนาการจากการพกเหรียญที่เอว มาสู่การมอบเงินในซองสีแดงที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบันได้ชัดเจนมาก

วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569

Trok Huameat

 



Sampheng by s72m7pjjgt


ในสมัยก่อน ย่านสำเพ็ง หรือที่ชาวตะวันตกเรียกว่า ตลาดจีน (Chinese Bazaar) มีความหนาแน่นของโรงฝิ่นและซ่องโสเภณีอย่างมากเนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสภาพสังคมที่หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของย่านการค้า ดังนี้

ความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและ เมืองการค้า นับตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่ 3 กิจการค้าของชาวจีนในสำเพ็งเติบโตขึ้นอย่างมากจนถูกเรียกว่าเป็น เมืองการค้า(trading town) ที่มีร้านค้าเรียงรายยาวกว่า 2 ไมล์ ความเป็นศูนย์กลางที่มีคนสัญจรและเข้ามาค้าขายจำนวนมากนี้เองที่ทำให้เกิดความต้องการธุรกิจบริการและแหล่งบันเทิงอย่างโรงฝิ่นและซ่องโสเภณีขึ้นในพื้นที่เพื่อรองรับผู้คนเหล่านั้น การใช้พื้นที่อย่างหนาแน่นสูงสุด

เนื่องจากเป็นย่านธุรกิจที่เจริญรุ่งเรืองมาก สิ่งปลูกสร้างทั้งร้านค้า โรงฝิ่น และซ่องโสเภณีจึงถูกสร้างปลูกติดกันจนแน่นขนัดเพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ความแออัดนี้รุนแรงถึงขนาดที่หลังคาของแต่ละอาคารเกยซึ่งกันและกัน จนเกิดคำเปรียบเปรยว่าไก่บินไม่ตกพื้นวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในอดีตในยุค

นั้นธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้ถูกแยกออกจากย่านการค้าอย่างชัดเจน แต่ตั้งอยู่ปะปนกับร้านค้าทั่วไป หลักฐานจากนิราศเมืองแกลงของสุนทรภู่ระบุว่าในสำเพ็งมี ซุ้มซอกตรอกนางจ้างประจาน ที่ส่งเสียงร้องขับขานสำราญกันตลอดคืน สะท้อนว่าธุรกิจเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตยามค่ำคืนในย่านนี้มาอย่างยาวนาน รากฐานทางประวัติศาสตร์และชื่อเรียกความหนาแน่นของธุรกิจประเภทนี้ส่งผลต่ออัตลักษณ์ของย่านจนมีข้อ

สันนิษฐานทางนิรุกติศาสตร์จาก จิตร ภูมิศักดิ์ ว่าชื่อ สำเพ็ง อาจมาจากภาษาเขมรว่า ซำเปียะลี ที่แปลว่า แม่สื่อหรือแม่เล้า และคำว่า อีสำเพ็ง ก็เคยถูกใช้เป็นคำด่าที่หมายถึงโสเภณี ซึ่งสะท้อนถึงความภาพจำของย่านนี้ในอดีตได้เป็นอย่างดีสภาพความแออัดของอาคารที่สร้างปะปนกันระหว่างร้านค้าและสถานเริงรมย์นี้ 

นอกจากจะแสดงถึงความรุ่งเรืองทางการค้าแล้ว ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ในย่านสำเพ็งบ่อยครั้งในสมัยก่อนอีกด้วย ย่านสำเพ็ง หรือที่รู้จักในชื่ออย่างเป็นทางการว่า ซอยวานิช 1 คือย่านการค้าที่สำคัญและเก่าแก่แห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ประวัติของย่านนี้เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2325 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายชุมชนชาวจีนออกจากพื้นที่

สร้างพระบรมมหาราชวังมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในบริเวณนี้ ในอดีตสำเพ็งเติบโตขึ้นเป็น ตลาดจีน (Chinese Bazaar) ที่รุ่งเรือง แต่ก็มีชื่อเสียงในด้านความแออัด สถานเริงรมย์ และโรงฝิ่น จนเกิดคำเปรียบเปรยว่า ไก่บินไม่ตกพื้นและคำว่า อีสำเพ็ง ได้กลายเป็นคำด่าที่หมายถึงโสเภณี ที่มาของชื่อ สำเพ็ง นั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัดและมีข้อสันนิษฐานหลากหลาย ทั้งจากภาษาไทย จีน มอญ และเขมร ซึ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันซับซ้อนของพื้นที่ ปัจจุบัน สำเพ็งยังคงสถานะเป็นหนึ่งในย่านการค้าที่คึกคักที่สุดของ

กรุงเทพฯ เป็นแหล่งค้าส่งและค้าปลีกสินค้าหลากหลายประเภท โดยเฉพาะกิฟต์ช้อปและสินค้าแฟชั่น ซึ่งเปิดทำการทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนตลาดทั้งหมดดูแล้วน่าจะเรียกว่า เมืองการค้า(trading town) มากกว่า ที่นี่มีร้านค้ามากมายหลากหลาย ตั้งอยู่บนสองฝั่งฟากถนนยาวราว 2 ไมล์ แต่ด้วยเหตุที่ร้านค้าต่าง ๆ ตั้งอยู่ปะปนกัน เดินเพียงไม่กี่หลาก็สามารถหาซื้อสินค้าประเภทต่าง ๆ ได้ครบตามที่ต้องการ

วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569

ท่าเรือท่าดินแดงเขตคลองสาน

 






Thadindreng pier by ลักษณาวดี มีซิน


พื้นที่ยุทธศาสตร์และการค้าแหล่งข้อมูลระบุว่า ท่าดินแดง เป็นชื่อเฉพาะที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และเป็นจุดเชื่อมต่อการคมนาคมที่สำคัญระหว่างฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนคร (ท่าเรือราชวงศ์) ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ที่ปรากฏในภาพแสดงให้เห็นถึงอาคารที่มีความหนาแน่น ทั้งตึกแถวเก่าและโกดัง ซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตการค้าขายและการเป็นย่านพานิชย์ริมน้ำมาแต่อดีตสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตบริเวณท่าดินแดงมีสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่อาคารอนุรักษ์สีเหลืองที่มีลวดลายประณีต ไปจนถึงตึกแถวคอนกรีตเก่าที่แสดงร่องรอยของกาลเวลา สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการเป็นชุมชนที่พักอาศัยและแหล่งเก็บสินค้า (Warehouse) ของชาวไทยเชื้อสายจีนที่ขยายตัวมาตามริมแม่น้ำเจ้าพระยา ข้อมูลเพิ่มเติมที่ไม่อยู่ในแหล่งข้อมูล (โปรดตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง)เส้นทางจาก โรงวัว (ซึ่งเป็นชื่อชุมชนหรือตรอกเก่าแก่ในย่านท่าดินแดง/คลองสาน) หรือบริเวณ โกดังท่าดินแดง ไปยัง ตลาดสมเด็จ (ตลาดสมเด็จเจ้าพระยา) นั้น เป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงกันภายในย่านคลองสาน โดย

1. โรงวัว/โกดัง มักจะหมายถึงพื้นที่ลึกเข้าไปจากริมน้ำท่าดินแดง ซึ่งในอดีตมีการทำปศุสัตว์หรือเป็นโกดังเก็บสินค้าเกษตรก่อนส่งลงเรือ

2. เส้นทาง: สามารถเดินทางจากถนนท่าดินแดง เลี้ยวเข้าสู่ถนนสมเด็จเจ้าพระยาเพื่อไปยังตลาดสมเด็จ ซึ่งเป็นแหล่งการค้าของชุมชนในย่านนั้น หากเปรียบเทียบย่านนี้กับ โครงข่ายเส้นเลือดถนนท่าดินแดงและตรอกซอกซอยต่าง ๆ (เช่น ทางไปโรงวัวหรือตลาดสมเด็จ) ก็เปรียบเสมือนเส้นเลือดฝอยที่หล่อเลี้ยงหัวใจสำคัญคือท่าเรือริมน้ำ ทำให้ย่านนี้ยังคงความเป็นย่านการค้าที่มีชีวิตชีวามาจนถึงปัจจุบัน
เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของย่านท่าดินแดงผ่านแหล่งข้อมูลที่ปรากฏ สามารถวิเคราะห์ได้จากสองมิติหลัก คือ มิติทางนิรุกติศาสตร์ (ที่มาของชื่อ) และมิติทางกายภาพ (สถาปัตยกรรม) ดังนี้

1. ความสำคัญของชื่อเรียกในเชิงประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมักถูกบรรจุอยู่ในชื่อเรียกของสถานที่ โดยกรณีของท่าดินแดงมีประเด็นที่น่าสนใจคือ คำเฉพาะทางประวัติศาสตร์ ชื่อ ท่าดินแดง ถูกระบุว่าเป็นคำเฉพาะที่มีที่มาเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และสามารถบ่งบอกถึงที่ตั้งของท่าเรือนี้ได้อย่างชัดเจน การตั้งข้อสังเกตเรื่องความถูกต้องมีการตั้งคำถามในชุมชนออนไลน์ว่า ชื่อที่ถูกต้องควรเป็น ท่าเรือท่าดินแดง ตามชื่อถนนท่าดินแดงหรือไม่ เนื่องจากการตัดคำว่า ท่า ออกเหลือเพียง ท่าเรือดินแดง อาจทำให้มิติทางประวัติศาสตร์ดั้งเดิมเลือนหายไปความเชื่อมโยงกับย่านราชวงศ์ ในเชิงประวัติศาสตร์การคมนาคม พื้นที่นี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับฝั่งพระนคร โดยมีท่าเรือตั้งอยู่ตรงข้ามกับท่าเรือราชวงศ์ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์การค้ามาแต่อดีต

2. ประวัติศาสตร์ที่มองเห็นได้ผ่านสถาปัตยกรรม หลักฐานทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นยังคงปรากฏให้เห็นผ่านอาคารที่ตั้งอยู่ริมน้ำ ซึ่งแสดงถึงความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยยุคแห่งการรับอิทธิพลตะวันตกอาคารสีเหลืองที่มีลวดลายปูนปั้นประณีตสะท้อนถึงช่วงเวลาที่ย่านนี้มีความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจสูง จนมีการก่อสร้างอาคารที่มีรูปลักษณ์โอ่อ่าตามอิทธิพลตะวันตกยุคขยายตัวของการค้าตึกแถวอาคารคอนกรีตที่มีสภาพเก่าและมีรอยคราบของกาลเวลาสะท้อนถึงการเติบโตของชุมชนการค้าแบบไทย-จีน ที่เน้นการอยู่อาศัยร่วมกับการประกอบกิจการ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นริมน้ำวิถีชีวิตดั้งเดิม: การมีอยู่ของท่าเทียบเรือและเรือข้ามฟากในแหล่งข้อมูลภาพ ยืนยันถึงประวัติศาสตร์การเป็นจุดเชื่อมต่อการสัญจร

ที่ยังมีลมหายใจ ไม่ได้กลายเป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ที่หยุดนิ่ง ข้อสังเกตเพิ่มเติมการรักษาชื่อเรียกและอาคารดั้งเดิมไว้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสืบทอดประวัติศาสตร์ท้องถิ่น หากมีการเรียกชื่อที่ผิดเพี้ยนไปหรือมีการทำลายอาคารเก่าโดยไม่มีการอนุรักษ์ ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงคนรุ่นปัจจุบันกับรากเหง้าของตนเองอาจสูญหายไปได้ หากเปรียบประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็น สมุดบันทึกชื่อเรียกของสถานที่ก็เปรียบเสมือน ชื่อหัวข้อส่วนอาคารบ้านเรือนก็คือ เนื้อความในแต่ละหน้าหากเราเรียกชื่อหัวข้อผิดหรือฉีกหน้ากระดาษบางหน้าทิ้งไป เรื่องราวของท้องถิ่นนั้น ๆ ก็จะไม่สามารถเล่าได้อย่างสมบูรณ์และถูกต้องตามความเป็นจริง

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

History street food of bangkok

 







ตลาดเก่าเยาวราช และข้อมูลจากการสนทนาที่ผ่านมา เราสามารถวิเคราะห์ลักษณะของตรอก ซอก ซอย ในบริเวณนี้ได้ดังนี้

1. พื้นที่ที่มีความหนาแน่นและใช้ประโยชน์สูงสุด (High-Density Spatial Usage) ตรอกซอยในย่านเยาวราชมีลักษณะที่ค่อนข้างแคบแต่ถูกใช้ประโยชน์ในทุกตารางนิ้ว เห็นได้จากการจัดตั้ง แผงลอยขายของ ที่ขนาบไปกับทางเดินจนเกือบเต็มพื้นที่ โดยมีการใช้ ร่มกันแดดหลากหลายสีสัน เพื่อสร้างร่มเงาให้กับสินค้าและผู้ซื้อ ซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่เน้นการค้าขายระดับย่อย

(Micro-commerce) ภายในพื้นที่ที่จำกัด


2. การสัญจรแบบผสมผสาน (Mixed-Use Logistics) แม้จะเป็นซอยที่มีขนาดไม่กว้างนัก แต่พื้นที่นี้ทำหน้าที่เป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าที่สำคัญ มีการสัญจรของ รถกระบะขนส่งขนาดเล็กและรถจักรยานยนต์ ท่ามกลางฝูงชนที่เดินจับจ่ายใช้สอย ลักษณะนี้สะท้อนถึง ตรอกที่มีชีวิต ซึ่งไม่ได้มีไว้สำหรับเดินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเส้นเลือดฝอยทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงการขนส่งและการค้าขายเข้าด้วยกัน


3 .การซ้อนทับของโครงสร้างพื้นฐานและอาคาร (Infrastructural Layering) จากภาพจะเห็นการซ้อนทับกันของยุคสมัยตึกแถวสูง อาคารที่ตั้งขนาบซอยมีความสูงหลายชั้นและตั้งชิดติดกันมาก สะท้อนถึงการเติบโตของเมืองในแนวดิ่งเพื่อตอบรับกับราคาที่ดินที่สูงในย่านเศรษฐกิจ สายไฟและสายสื่อสาร มีสายไฟจำนวนมากพาดผ่านไปมาเหนือตรอกซอย ซึ่งแม้จะดูไม่เป็นระเบียบ แต่ก็เป็นภาพจำที่สะท้อนถึงความเก่าแก่และการขยายตัวของระบบสาธารณูปโภคในเขตเมืองเก่า


4. ซุ้มประตูในฐานะจุดแบ่งพื้นที่ (Cultural Threshold) ซุ้มประตูสีแดงขนาดใหญ่ทำหน้าที่เป็น หมุดหมาย ที่สำคัญในการบอกขอบเขตของพื้นที่ โดยเป็นการประกาศว่านักท่องเที่ยวกำลังก้าวเข้าสู่เขต ตลาดเก่า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความศรัทธาเฉพาะตัว (เช่น ศาลเจ้ากวนอู และศาลเจ้าพ่อม้า) แยกออกจากถนนใหญ่ด้านนอก ข้อมูลส่วนนี้ไม่ได้มาจากแหล่งข้อมูล ตรอกซอยในเยาวราชมักจะม
ลักษณะ

เชื่อมต่อกันเหมือนใยแมงมุม (Maze-like structure) ซึ่งช่วยให้การระบายคนและการเคลื่อนย้ายสินค้าทำได้หลายทิศทาง แต่อาจทำให้ผู้ที่ไม่คุ้นเคยหลงทางได้ง่าย จึงควรศึกษาแผนที่ก่อนการเดินสำรวจเชิงลึก ตรอกซอยในเยาวราชเปรียบเสมือน เครื่องจักรเศรษฐกิจขนาดจิ๋ว ที่ฟันเฟืองทุกตัว ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้า รถส่งของ หรือคนเดินเท้า ต่างขยับเขยื้อนไปพร้อมกันอย่างมีจังหวะภายใต้พื้นที่อันจำกัด


วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565

ท่าน้ำนนท์








































ท่าน้ำนนท์ในปัจจุบันถ่ายภาพวันสิ้นปี 2564( 30 ธันวาคม 2564)และคณะที่ Omicron กำลังระบาดโดยทั่วไปยังเงียบเหงาอยู่ถนนโล่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอนาคตประชากรโลก
ไม่รู้จะเป็นอย่างเพราะภัยธรรมชาติยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง






วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2565

Bangkok China night

DSCF0410
DSCF0409
DSCF0400
DSCF0399
DSCF0398
DSCF0296
DSCF0337
DSCF0367
DSCF0328
DSCF0316

 กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วยังไม่มีไวรัสระบาดเหมือนอย่างทุกวันผู้คนอยู่สงบและมีความสุขตามอัตภาพ ผิดกับปัจจุบันผู้คนต่างกลัวภัยต่าง ๆ ภัยธรรมชาติโรคระบาด อากาศแปรปรวน

วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ข้ออ้างของคนอ่อนแอ











25 ตุลาคม2017 - 2560 เกือบถึงครึ่งทางของเทศกาลกิน เจประจำปี 2017 - 2560 ในระหว่างนี้ฝนก็ตกทุกวันเหมือนกันฝนเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ(ธรรม)หรือไม่คำตอบคือไม่เลยถ้าใจเราเข้มแข็งไม่มีข้ออ้างใด ๆ ทั้งสิ้น ฝนตก เดินทางระยะไกล แดดร้อน ฯลฯ เป็นข้ออ้างของคนอ่อนแอ อนึ่ง...คนที่อ่อนแอมักบ่นว่า ร้อนนัก หนาวนัก หิวนัก ยังเช้าอยู่ รอประเดี๋ยว นี่คือ ข้ออ้างของคน ย่อหย่อน - อ่อนแอ
มรรรค หมายถึง ทางซึ่งเป็นคำกลางที่หมายถึงทางที่ดำเนินไปส่วน คำว่า มิจฉา

หมายถึง สิ่งที่ผิด เมื่อเป็น(มิจฉามรรค)จึงหมายถึง ทางที่ผิด หนทางที่ผิดหมายถึง

ข้อปฏิบัติที่ไม่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ เป็นไปด้วยอกุศลจิตซึ่งพระพุทธเจ้า

แสดงเปรียบเทียบกับสัมมามรรคโดยนัยของพระสูตร คือ มิจฉามรรค ๘ ได้แก่....

๑. มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นที่ผิด

๒. มิจฉาสังกัปปะ ความคิดผิด

๓. มิจฉาวาจา วาจาผิด

๔. มิจฉากัมมันตะ การกระทางกายที่ผิด

๕. มิจฉาอาชีวะ อาชพีที่ผิด

๖. มิจฉาวายามะ ความเพียรผิด

๗. มิจฉาสติ ความระลึกผิด

๘. มิจฉาสมาธิ ความตั้งมั่นผิด

โพธิสัตว์จากพื้นโลกด้วยจิตใจที่ไม่มีอะไรมาทำลายได้ยังคงทำต่อเนื่องไปจนถึงที่สุดเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นในขณะเดียวกันก็ท้าทายเอาชนะความทุกข์ส่วนตัวของเขาเองชีวิตอันสูงส่งที่ดำเนินชีวิตโดยบรรลุปณิธานของเขาจะประดับประดาด้วยแสงแห่งความสุขอันรุ่งโรจน์

นรชน เหล่าใด ทำตามโอวาทอันพระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว นรชนเหล่านั้นจักถึง ฝั่งแห่งความสวัสดี(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก วลาหกัสสชาดก)

วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ร่ำรวยหรือยากจน

1aEdt.jpg

เพิ่มคำบรรยายภาพ




วันนี้ 28 มิถุนายน 2562 เวลาผ่านไป 2 เดือนคิดถึงเหล่าสามเณรปลูกปัญญาธรรมปีที่ ๘ เคยนั่งดูทุกวันเป็นเวลา 1 เดือนตอนนี้มันรู้สึกขาด ๆ หาย ๆป่านนี้คงใช้ชีวิตตามปกติตามประสาเด็ก ๆ แล้วน่ะอดีตลูกสามเณรทั้ง ๘ รูป

ถ่ายภาพโดย...

ระหว่างร่ำรวย แต่ไม่อบอุ่นกับอบอุ่นแต่ไม่ร่ำรวย ลูกจะเลือกทางไหน ?

มีคนส่วนหนึ่ง ต้องเชิดคอทำหน้าชื่นอยู่ในสังคม มีเวลาไว้คอยเอาอกเอาใจคนอื่น มากกว่าครอบครัวของตัวเอง หรือต้องดิ้นรนคอยรักษาผลประโยชน์ของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ให้เวลาแก่ผลประโยชน์ มากกว่าครอบครัว หรือต้องคอยประจบสอพลอคนอื่นเพื่อผลประโยชน์นั้น มักจะคิดว่าตัวเองฉลาดที่ทำแบบนั้นได้โดยลืมนึกไปว่าเพราะความฉลาดนั้นแหล่ะ ทำให้ตัวเองกินไม่เป็นเวลา นอนไม่เป็นเวลา ไม่มีเวลาให้ครอบครัว ทำให้ครอบครัวขาดความอบอุ่น ต้องคอยพินอบพิเทาคนอื่นเกินความจำเป็น

ลูกเอ๋ย..! ! คนที่นอนไม่หลับเพราะคิดมากเรื่องงาน เรื่องธุรกิจนั้น ล้วนเป็นคนที่คิดว่าตัวเองฉลาดทั้งนั้นแหล่ะ คนที่ยอมตัวเป็นคนโง่หรือเป็นคนโง่จริง ๆ นั้น หัวถึงหมอนเมื่อไหร่ หลับยาวได้ตลอดทั้ง
คืนยอมเป็นคนโง่เสียบ้าง ก็ดีเหมือนกันนะลูก



วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562

พฤติกรรมในการกินอาหาร



ผมมักจะเปรย ๆ อยู่เสมอว่าเรางดเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์กันบ้างเถอะจริง ๆ แล้วอาหารมีมากมายให้เราเลือกรับทานแต่ว่าการงดเว้นเบียดเบียนชีวิตสัตว์ก็ถือว่าเราได้ทำทานอย่างหนึ่งถ้าเราตามใจปากติดในรสชาติ ของอาหารมากเกินไปก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพเหมือนกัน อันนี้นา ๆ จิตตังน่ะครับโรคที่เกิดจากการรับประทานแบบไม่บันยะ - บันยัง ก็คือ โรคเบาหวาน โรคไต โรคเก๊า โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและโรคอื่น ๆ จะตามติดมาด้วย เพราะฉะนั้นอย่าตามใจปาก อย่าตามใจตนเองบางอย่างเราต้องฝืนมันบ้างเราเกิดมาจะกินเพื่ออยู่หรือจะอยู่เพื่อกินกินน้อยแต่อยู่นาน ถ้าไม่เชื่อลองไปดูตามโรงพยาบาลดูสิปัจจุบันนี้โรคแปลก ๆ มีมากขึ้นทุกที ๆ ก็เป็นโรคอันเนื่องจากพฤติกรรมการกินทั้งนั้นโดยเฉพาะอาหารประเภท Fast Food

พระผู้มีพระภาค ฯ ทรงเสวยเนื้อ เพราะว่า กลิ่นดิบไม่ใช่กลิ่นเนื้อกลิ่นปลาแต่กลิ่นดิบเป็นกลิ่นของกิเลสขณะนี้ทุกคนไม่ได้กลิ่นกิเลสเลย คือไม่รู้ว่า กิเลสเป็นสภาพธรรมที่น่ารังเกียจ ทุกคนเพียงแต่ได้กลิ่นเนื้อดิบกลิ่นปลาดิบ เท่านั้นแต่พระผู้มีพระภาค ฯ ทรงแสดงว่า กลิ่นดิบ คือ กิเลส ฉะนั้น ผู้ที่บริโภคอาหารเนื้อโดยอบรมเจริญปัญญาดับกิเลสเป็น สมุจเฉท เช่น พระผู้มีพระภาค ฯ และพระอรหันต์ทั้งหลายจึงไม่มีกิเลส ไม่มีกลิ่นดิบ

ฉะนั้น ควรรังเกียจกลิ่นกิเลส ไม่ใช่รังเกียจกลิ่นของเนื้อสัตว์ ถ้าถามว่าการรับประทานอาหาร มังสวิรัติ และการกินเจนั้นจำเป็นแค่ไหนก็ย่อมแล้วแต่บุคคล บางท่านบริโภคแล้วสุขภาพร่างกายแข็งแรงดีก็พอใจที่จะบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพของร่างกายแต่ต้องพิจารณากิเลสในขณะที่กำลังกินเจ หรืออาหารมังสวิรัติว่ารู้สึกติดพอใจในรสอร่อยไหม ? ความติดความพอใจนั่นแหละเป็นกลิ่นดิบแล้ว ฉะนั้นจึงต้อพิจารณาธรรมะโดยละเอียดจริง ๆ ไม่ใช่พิจารณาเพียงอาการที่ปรากฏภายนอกเท่านั้น และถามว่าถ้าไม่กินเจจะทำให้ศีลบริสุทธิ์ได้หรือไม่นั้นตอบว่าได้ เมื่อพิจารณาจิต และสภาพธรรมที่กำลังปรากฏเพื่อรู้ชัดในสภาพธรรมะทั้งหลายตามความเป็นจริง

บุคคลใด หยุดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และงดเว้นเสียจากการเสพเลือดเนื้อสัตว์ อีกทั้งยังชี้นำส่งเสริมให้หมู่ชนทั้งหลายหยุดฆ่า หยุดเสพชีวิตเลือดเนื้อผู้อื่น บุคคลผู้นั้นย่อมห่างไกลจากอกุศลมูลทั้งปวงและบริบูรณ์พร้อมด้วยอานิสงส์อานิสงส์ทั้ง ๑๐ ประการ ได้แก่.....

๑. เป็นที่รักใคร่ของบรรดาเทพ พรหม ตลอดจนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย
๒. จิตอันเป็นมหาเมตตาย่อมบังเกิดขึ้น
๓. สามารถตัดขาดความอาฆาต ดับอารมณ์เหี้ยมโหดเครียดแค้นในใจลงได้
๔. ปราศจากโรคภัยร้ายแรงมาเบียดเบียนร่างกาย
๕. มีอายุมั่นขวัญยืน
๖. ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากวัชรเทพทั้งแปด
๗. ยามหลับนิมิตรเห็นแต่สิ่งที่ดีงามเป็นศิริมงคล
๘. ย่อมระงับการจองเวร สลายความอาฆาตแค้นซึ่งกันและกัน
๙. สามารถดำรงอยู่ในกระแสแห่งนิพพาน ไม่พลัดหลงตกลงสู่อบายภูมิ
๑๐. ทันทีที่ละสังขารจากโลกนี้ จิตญาณจะมู่งสู่คติภพ





วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ห้องสมุดบางกอกคุณค่าของการถ่ายภาพ

IMG_0047220182211


เมื่อวานนี้(22 พฤศจิกายน 2561)เป็นวันลอยกระทงกระทงหลงทางไปเข้าศูนย์การค้า Icon Siam ย่านฝั่งธน ฯ อากาศก็แสนที่จะร้อนเดิน ๆ ๆ แล้วก็เดินจนเสื้อเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อฅนก็เยอะรถก็ติดภาพชุดนี้เป็นตอนต่อจากเมื่อวานนี้เอามาให้ดูอีกครั้งเผื่อว่าใครอยากจะไปเดินศูนย์การค้า Icon Siam เมื่อ 20 กว่าปีก่อนย่านนี้ไม่ค่อยเจริญเพิ่งมาเจริญเอาที่ 10 กว่าปีหลังนี้เองการเดินทางมาจากวงเวียนใหญ่ก็ได้มาทางน้ำ(นั่งเรือด่วนมาขึ้นที่ห้างเลย)ก็ได้มาทางรถลอยฟ้าก็ได้ห้างหรูอลังการมากใหญ่กว่า Central westgate ที่บางใหญ่เมืองนนท์

Site

วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557

แสวงหาความสงบ

IMG_0033 (Copy)


ลมโชยแผ่วมาคล้ายมีเสียง

ส่งสำเนียงธรรมชาติพาสุขสันต์


รื่นเริงเสียงนกการ้องรำพัน


ฝ่าหมอกควันบรรเลงเพลงดนตรี


เหมือนธรรมมะที่สั่งสอนสงบ


ให้ได้พบทางธรรมที่แตกฉาน


จิตใจดีเรียบง่ายโอนอ่อนตาม


มีแต่ความสำราญสู่ชุมชน


ธรรมมะสอนคนรู้ถูกผิด


ธรรมมะสอนให้คิดมีเหตุผล


ธรรมมะสร้างคนให้เป็นคน


ธรรมะเพือปวงชนตลอดไป




ผู้แต่ง วัฒนา ไกรรักษ์

OKNATION

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

ชีวิตจะมีความสุขได้ต้องคิดบวกไม่คิดลบ

1-DSCF6207 (Custom)


Sometime Home

ถ่ายภาพโดย(เองแหละ)ภาพที่ถ่ายมาเองมีสิขสิทธิ์คุ้มครองถูกต้องตามกฏหมายขอสงวนสิทธิ์ภาพห้ามทำซ้ำดัดแปลงและเผยแพร่โดยไม่ได้รับอยุญาตถ้าอยากเป็นคนงาม อย่าวู่วามโกรธง่าย ถ้าอยากเป็นคนสบาย อย่าเบื่อหน่ายความเพียร ถ้าอยากเป็นคนมี อย่าเอาดีแต่จ่าย ถ้าอยากเป็นคนนำสมัย อย่าทำลายวัฒนธรรม ถ้าอยากเป็นคนมีเกียรติ อย่าเหยียดหยามคนอื่น ถ้าอยากเป็นคนมีความรู้ อย่าลบหลู่ครูอาจารย์ ถ้าอยากหาความสำราญ อย่าล้างผลาญสมบัติ ถ้าอยากมีอำนาจ อย่าขาดความยุติธรรม ถ้าอยากเป็นคนดัง อย่างหวังความสงบ ดูบ้านเมือง ดูที่ความสะอาด ดูประชาชาติ ดูที่ความสามัคคี ดูคนดี - ดูทีการงาน ดูลูกหลาน - ดูที่การเคารพ ดูหญิง - ดูที่ความอาย ดูชาย - ดูที่ความกล้าหาญ ดูพระ - ดูทีกิจวัตร ดูคฤหัสถ์ - ดูที่ความขยัน ดิน จะกลบ ลบกาย วายสังขาร ไฟจะผลาญ เผาซาก สิ้นสาบสูญ แต่

ความดี มีอยู่ คู่ค้ำคูณ เหมือนเทิดทูน แทนซาก ที่จากไป อยาก เกิดเป็นมนุษย์ ต้องรักษาศีล 5 อยากเกิดเป็นเทวดา ต้องมีมหากุศล 8 อยากเกิดเป็นพรหม ต้องเจริญสมาถกรรมฐาน อยากไปพระ นิพพาน ต้องเจริญวิปัสสนากรรมฐาน อยากมีปัญญามาก ต้องให้ธรรมะ - การศึกษา อยากเกิดมาสวย ต้องรักษาศีล อยากเกิดมารวย ต้องให้ทำบุญให้ทานและขยัน อยากมีอายุยืนยาว ต้องไม่ฆ่า - ปล่อยสัตว์ อยากมีอำนาจวาสนา ต้องมีขันติความอดทน อยากมีผิวพรรณงาม ต้องให้อาหารเสื้อผ้า ไม่อยากเกิดมาจน อย่าลักขโมย โกงเขา ไม่อยากพิกลพิการ อย่าทรมานสัตว์ ไม่อยากขี้เล่ห์ อย่าอิจฉาริษยา อาฆาต ไม่อยากเกิดในนรก ต้องทำลายความโกรธ ไม่อยากเป็นเปรตอสูรกาย ต้องทำลายความโลภ ไม่อยากเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ให้ล้างผลาญความหลง ฯ เราเลือกเกิดได้ ด้วยการทาแต่ความดี เลือกตายไม่ได้ ไม่รู้จะตายที่เมื่อใด ?ไม่รู้จะตายที่ไหน ?ไม่รู้จะตายอย่างไร ? บางคนตายบนถนน (รถชนตาย) บางคนในน้ำ

(ตกน้ำตาย) บางคนตายในอากาศ (เครื่องบินตก) บางคนตายบนที่นอนบางคน เป็นลมตาย บางคนถูกยิงตายบางคนเป็นมะเร็งตาย บางคนหัวใจวายตายบางคนถูกงูกัดตาย บางคนตกตึกตายบางคนเป็นอัมพาตตาย บางคนเป็นโรคเอดส์ตาย เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะประมาทมัวเมาอยู่ทำไม ? เราจะไปเกิดที่ดีหรือที่ชั่ว อยู่ที่การกระทำของเรามิใช่หรือ ? ธรรมชาติของจิต โดยหลวงพ่อจำเนียร สีลเสฏโฐ วัดถ้ำเสือ เหมือน ลิง ชอบซุกซน วิ่งไล่ ปีนป่าย เหมือน เด็ก ดื้อรั้นไม่ฟังเหตุฟังผล ไม่รู้ดี รู้ชั่ว เหมือน นก ชอบบินไปไกล ไม่อยู่กับตัวเอง ชอบคิดโน่นคิดนี่ เหมือน ธง”ปลายเสาไม่หยุดนิ่ง เมื่อมีลมก็จะหวั่นไหว เปรียบเหมือนมีอะไรมา กระทบก็จะรู้สึกเป็นไปตามอารมย์ ภายนอกสิ่งที่จะต้องละวางเพื่อให้เกิดปัญญา(ละ) กิเลสบังคับจิต (ละ) สิ่งเสพติดบังคับร่างกาย (ละ) วิบากกรรมทั้งดีทั้งชั่วที่บังคับให้เป็นไป (ต้องบังคับเพื่อที่จะละ)อาสวักขยญาณ โดยบังคับกิเลสให้หมดไป พระอริยะน่ะ เขาดูจริยาไม่ได้ พระอริยะนี่ถ้าดูจริยาภายนอกผิด

หมดเพราะพระอริยะนี่เป็นคนใจเปิด ถ้าเป็นพระอรหันต์เมื่อใดก็ดูเหมือนเด็ก ๆ ตอนเด็ก ๆ หรือก่อนบวชเป็นยังไง ท่านจะใช้จริยานั้นเพราะเป็นพระไม่มีการผูกอีกต่อไป จึงไม่มีมายานิสัยเดิม ๆ เป็นยังไง พระอริยะก็ใช้นิสัยนั้น ท่านปล่อยตามสบายเพราะจิตท่านไม่มีอะไร อย่างพระสารีบุตร ท่านไปกับพระพุทธเจ้ากับพระสงฆ์ พอถึงลำรางพระองค์อื่น ๆ ค่อย ๆ ย่อง ๆ ไป พระสารีบุตรขัดเขมร โดดแพล๊บนั่นพระอัครสาวกเบื้องขวานะ ภายหลังมีพระถามพระพุทธเจ้าว่า ทำไมพระอัครสาวกเบื้องขวาจึงขัดเขมร

โดด พระพุทธเจ้าบอก อย่าไปว่าท่านเลย ลูกตถาคตไม่มีอะไรหรอกก็มาจากลิง แล้วก็มี พระอีกองค์หนึ่งท่านเป็นแม่ทัพมาก่อน พอเป็นพระอรหันต์แล้วท่านก็อยู่ในป่า ท่านรบของท่านองค์เดียวก็เอาไม้เล็ก ๆ นี่มันหักแล้วมาตัด มาวางตั้งเป็นกองทัพ ไอ่นี่เป็นเมือง ไอ่นี่ตั้งเป็นกำแพงเมือง ไอ่นี่เคลื่อนทัพมาทางนี้ ข้าศึกมาทางโน้น และก็ทัพนั้นตี ตีอยู่คนเดียว เล่นง่วนอยู่องค์เดียว ตีไปตีมาในที่สุดพระย่องมาเห็นเข้า จึงไปฟ้องพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าบอก ลูกตถาคตเป็นพระอรหันต์แล้วไม่ไปตีกับใครหรอก ก็ตีอยู่แค่นั้นแหละ น่ากลัวจะเป็นต้นตระกูลหมากรุกนะ นี่เห็นไหม กลับไปเป็นสภาวะเดิมหมด องค์นี้เขายังนึกถึงนิสัยของสภาวะเดิม เพราะสิ่งนั้นมันไม่เป็นพิษเป็นภัยกับท่าน ที่ท่านเล่นตีไปตีมาอย่างนั้นน่ะ ท่านก็มองดูว่า

มันไม่เป็นเรื่องตีกันเพื่อประโยชน์อะไร บ้านก็แตก เมืองก็แตก แล้วแต่ แต่ละคนก็ตายไปหมด เรียกว่าทุกคนมีอำนาจวาสนาก็ตาย ตายไปแล้วเอาอะไรไปได้หรือเปล่า แล้วก็ทำให้ชีวิตมนุษย์ตายทำให้คนลำบาก ใช่ไหมไม่เกิดประโยชน์นี่ท่านเห็นความไม่เป็นเรื่องเป็นราวของชีวิต ทีนี้ที่คุณถามว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่า พระองค์นั้นองค์นี้เป็นพระอริยะ ถามคนอื่นมันจะถูกรึ ถ้าหากว่าคุณกินแกง แล้วถามคนอื่นว่าเค็มไหมวะ เผ็ดไหมวะเขาจะรู้ไหม ?

จาก หนังสือธัมวิโมกข์ ฉบับรวมเล่มปีที่ 2

วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

พระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง

1-IMG0001474611075878 (Copy)


นิทานเรื่องที่ ๗
ของเขามีว่า นิทานเรื่องนี้ ชื่อเรื่อง "พระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง" ในนครโตเกียว สมัยศักราชเมจิ มีอาจารย์ที่เก่ง ๆ อยู่สองคน คนหนึ่ง ชื่อ อันโช เป็นครูบาอาจารย์ ในนิกาย ชินงอน คนนี้ ไม่ดื่มเลย อีกคนหนึ่ง ชื่อ แตนแซน หรือ ตานซาน ก็แล้วแต่จะเรียก เป็น ครูบาอาจารย์ ในมหาวิทยาลัยด้วย ไม่เคยถือศีลเลย จึงดื่มจัด หรือ ละโมบ ในการบริโภค วันหนึ่ง อาจารย์อันโช ไปเยี่ยม อาจารย์ตานซาน กำลังดื่มอยู่พอดี อาจารย์ตานซาน ก็ถามว่า จะไม่ดื่มบ้าง เทียวหรือ คือกล่าวชักชวน ให้ดื่ม นั่นเอง อันโชก็

บอกว่า ไม่เคยดื่มเลย ตานซานก็ว่า คนที่ไม่เคยดื่ม เลยนั้นน่ะ ไม่ใช่คน ฝ่ายอันโช ก็ฉุนกึก นิ่งเงียบไป ขณะหนึ่ง ในที่สุด พูดขึ้นมาได้ว่า ท่านว่าฉันไม่ใช่คน เพราะเพียงแต่ฉันไม่ดื่ม ถ้าฉันไม่ใช่คนแล้ว ฉันจะเป็นอะไร อาจารย์ตานซาน ก็บอกว่า เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง แล้วนิทานของเขาก็จบ นี่เราจะฟังเป็นเรื่อง การโต้ตอบ ด้วยโวหาร ก็ได้ แต่ความจริง มันเป็นเรื่อง ที่มุ่งหมาย จะสอน ตามแบบวิธีของเขา ที่ให้คนสำนึกว่า คนนั้น ยังไม่เป็น พระพุทธเจ้า คนหนึ่ง ต่างหาก ที่ว่าเป็น พระพุทธเจ้า คนหนึ่ง ก็เพื่อจะสอนให้รู้ว่า ยังไม่เป็น พระพุทธเจ้า เลยมากกว่า ซึ่งทำให้ อาจารย์ คนนั้น ก็ชงักกึก ไปอีก เหมือนกัน เพราะมัน

ก็รู้ตัวอยู่ว่า เราก็ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า สักที แล้วเราก็ ไม่ใช่เป็นคนแล้ว มันจะเป็นอะไรกัน คนก็ไม่เป็น พระพุทธเจ้าก็ไม่เป็น แล้วเป็นอะไร ฉะนั้น เราเองก็เหมือนกัน เราเป็นครู ตามอุดมคติ หรือยัง หรือว่า ถ้าไม่เป็นครู มันก็ไม่ใช่ครู ถ้าเป็นครู ก็ต้องเป็นครู และการที่เขาว่า เราไม่ใช่คน เราไม่ควรจะโกรธเลย หรือแม้ว่า ครูจะถูกกล่าวหาว่า อย่างนั้น อย่างนี้ เราก็ไม่โกรธ ถ้าจะพูดถึง พุทธะตามแบบ นิกายเซ็น ก็คือว่า ถ้าเรายังเป็นครู ตามอุดมคติ ไม่ได้ เราก็ยังเป็น พุทธะ ไม่ได้ อยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราจะพยายาม

ทำตน ไม่ให้เป็น อะไรเลย ให้มีจิตว่าง ไม่รู้สึกเป็นอะไรเลย ซึ่งหมายความว่า ให้อยู่เหนือ การถูกว่า หรือเขาว่ามา มันก็ไม่ถูก เราเป็นชนิดนั้น กันจะดีไหม คือว่า เราเป็นอะไร อย่างหนึ่ง ซึ่งใครจะว่าอะไร อย่างไรมา มันก็ไม่ถูกเรา มันก็คงไม่มีอะไร นอกจากเราเป็น "ว่างจากตัวเรา" ถ้าเราเป็นอย่างนี้ มันก็จะเป็นอย่างภูเขา ซึ่งลมจะพัดมา กี่ทิศกี่ทาง ก็ไม่สามารถ ทำให้ ภูเขา หวั่นไหวได้ ในบาลี มีคำกล่าวอยู่ ถ้าภูเขาเป็นหินแท่งหนึ่ง ฝังอยู่ในดิน ๑๖ ศอก โผล่อยู่บนดิน ๑๖ ศอก ลมไหนจะพัดให้หวั่นไหวได้ ถ้าเราว่างจาก ความยึดมั่นถือมั่น ว่าเรามีเกียรติ อย่างนั้นอย่างนี้ เราเป็นอะไร อย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อนั้นแหละ เราจะเป็นบุคคล ที่ลมไหน พัดมาก็ไม่ถูก