ในสมัยก่อน ย่านสำเพ็ง หรือที่ชาวตะวันตกเรียกว่า ตลาดจีน (Chinese Bazaar) มีความหนาแน่นของโรงฝิ่นและซ่องโสเภณีอย่างมากเนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสภาพสังคมที่หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของย่านการค้า ดังนี้
ความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและ เมืองการค้า นับตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่ 3 กิจการค้าของชาวจีนในสำเพ็งเติบโตขึ้นอย่างมากจนถูกเรียกว่าเป็น เมืองการค้า(trading town) ที่มีร้านค้าเรียงรายยาวกว่า 2 ไมล์ ความเป็นศูนย์กลางที่มีคนสัญจรและเข้ามาค้าขายจำนวนมากนี้เองที่ทำให้เกิดความต้องการธุรกิจบริการและแหล่งบันเทิงอย่างโรงฝิ่นและซ่องโสเภณีขึ้นในพื้นที่เพื่อรองรับผู้คนเหล่านั้น การใช้พื้นที่อย่างหนาแน่นสูงสุด
เนื่องจากเป็นย่านธุรกิจที่เจริญรุ่งเรืองมาก สิ่งปลูกสร้างทั้งร้านค้า โรงฝิ่น และซ่องโสเภณีจึงถูกสร้างปลูกติดกันจนแน่นขนัดเพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ความแออัดนี้รุนแรงถึงขนาดที่หลังคาของแต่ละอาคารเกยซึ่งกันและกัน จนเกิดคำเปรียบเปรยว่าไก่บินไม่ตกพื้นวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในอดีตในยุค
นั้นธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้ถูกแยกออกจากย่านการค้าอย่างชัดเจน แต่ตั้งอยู่ปะปนกับร้านค้าทั่วไป หลักฐานจากนิราศเมืองแกลงของสุนทรภู่ระบุว่าในสำเพ็งมี ซุ้มซอกตรอกนางจ้างประจาน ที่ส่งเสียงร้องขับขานสำราญกันตลอดคืน สะท้อนว่าธุรกิจเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตยามค่ำคืนในย่านนี้มาอย่างยาวนาน รากฐานทางประวัติศาสตร์และชื่อเรียกความหนาแน่นของธุรกิจประเภทนี้ส่งผลต่ออัตลักษณ์ของย่านจนมีข้อ
สันนิษฐานทางนิรุกติศาสตร์จาก จิตร ภูมิศักดิ์ ว่าชื่อ สำเพ็ง อาจมาจากภาษาเขมรว่า ซำเปียะลี ที่แปลว่า แม่สื่อหรือแม่เล้า และคำว่า อีสำเพ็ง ก็เคยถูกใช้เป็นคำด่าที่หมายถึงโสเภณี ซึ่งสะท้อนถึงความภาพจำของย่านนี้ในอดีตได้เป็นอย่างดีสภาพความแออัดของอาคารที่สร้างปะปนกันระหว่างร้านค้าและสถานเริงรมย์นี้
นอกจากจะแสดงถึงความรุ่งเรืองทางการค้าแล้ว ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ในย่านสำเพ็งบ่อยครั้งในสมัยก่อนอีกด้วย
ย่านสำเพ็ง หรือที่รู้จักในชื่ออย่างเป็นทางการว่า ซอยวานิช 1 คือย่านการค้าที่สำคัญและเก่าแก่แห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ประวัติของย่านนี้เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2325 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายชุมชนชาวจีนออกจากพื้นที่
สร้างพระบรมมหาราชวังมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในบริเวณนี้ ในอดีตสำเพ็งเติบโตขึ้นเป็น ตลาดจีน (Chinese Bazaar) ที่รุ่งเรือง แต่ก็มีชื่อเสียงในด้านความแออัด สถานเริงรมย์ และโรงฝิ่น จนเกิดคำเปรียบเปรยว่า ไก่บินไม่ตกพื้นและคำว่า อีสำเพ็ง ได้กลายเป็นคำด่าที่หมายถึงโสเภณี ที่มาของชื่อ สำเพ็ง นั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัดและมีข้อสันนิษฐานหลากหลาย ทั้งจากภาษาไทย จีน มอญ และเขมร ซึ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันซับซ้อนของพื้นที่ ปัจจุบัน สำเพ็งยังคงสถานะเป็นหนึ่งในย่านการค้าที่คึกคักที่สุดของ
กรุงเทพฯ เป็นแหล่งค้าส่งและค้าปลีกสินค้าหลากหลายประเภท โดยเฉพาะกิฟต์ช้อปและสินค้าแฟชั่น ซึ่งเปิดทำการทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนตลาดทั้งหมดดูแล้วน่าจะเรียกว่า เมืองการค้า(trading town) มากกว่า ที่นี่มีร้านค้ามากมายหลากหลาย ตั้งอยู่บนสองฝั่งฟากถนนยาวราว 2 ไมล์ แต่ด้วยเหตุที่ร้านค้าต่าง ๆ ตั้งอยู่ปะปนกัน เดินเพียงไม่กี่หลาก็สามารถหาซื้อสินค้าประเภทต่าง ๆ ได้ครบตามที่ต้องการ















