วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569

Trok Huameat

 



Sampheng by s72m7pjjgt


ในสมัยก่อน ย่านสำเพ็ง หรือที่ชาวตะวันตกเรียกว่า ตลาดจีน (Chinese Bazaar) มีความหนาแน่นของโรงฝิ่นและซ่องโสเภณีอย่างมากเนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสภาพสังคมที่หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของย่านการค้า ดังนี้

ความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและ เมืองการค้า นับตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่ 3 กิจการค้าของชาวจีนในสำเพ็งเติบโตขึ้นอย่างมากจนถูกเรียกว่าเป็น เมืองการค้า(trading town) ที่มีร้านค้าเรียงรายยาวกว่า 2 ไมล์ ความเป็นศูนย์กลางที่มีคนสัญจรและเข้ามาค้าขายจำนวนมากนี้เองที่ทำให้เกิดความต้องการธุรกิจบริการและแหล่งบันเทิงอย่างโรงฝิ่นและซ่องโสเภณีขึ้นในพื้นที่เพื่อรองรับผู้คนเหล่านั้น การใช้พื้นที่อย่างหนาแน่นสูงสุด

เนื่องจากเป็นย่านธุรกิจที่เจริญรุ่งเรืองมาก สิ่งปลูกสร้างทั้งร้านค้า โรงฝิ่น และซ่องโสเภณีจึงถูกสร้างปลูกติดกันจนแน่นขนัดเพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ความแออัดนี้รุนแรงถึงขนาดที่หลังคาของแต่ละอาคารเกยซึ่งกันและกัน จนเกิดคำเปรียบเปรยว่าไก่บินไม่ตกพื้นวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในอดีตในยุค

นั้นธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้ถูกแยกออกจากย่านการค้าอย่างชัดเจน แต่ตั้งอยู่ปะปนกับร้านค้าทั่วไป หลักฐานจากนิราศเมืองแกลงของสุนทรภู่ระบุว่าในสำเพ็งมี ซุ้มซอกตรอกนางจ้างประจาน ที่ส่งเสียงร้องขับขานสำราญกันตลอดคืน สะท้อนว่าธุรกิจเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตยามค่ำคืนในย่านนี้มาอย่างยาวนาน รากฐานทางประวัติศาสตร์และชื่อเรียกความหนาแน่นของธุรกิจประเภทนี้ส่งผลต่ออัตลักษณ์ของย่านจนมีข้อ

สันนิษฐานทางนิรุกติศาสตร์จาก จิตร ภูมิศักดิ์ ว่าชื่อ สำเพ็ง อาจมาจากภาษาเขมรว่า ซำเปียะลี ที่แปลว่า แม่สื่อหรือแม่เล้า และคำว่า อีสำเพ็ง ก็เคยถูกใช้เป็นคำด่าที่หมายถึงโสเภณี ซึ่งสะท้อนถึงความภาพจำของย่านนี้ในอดีตได้เป็นอย่างดีสภาพความแออัดของอาคารที่สร้างปะปนกันระหว่างร้านค้าและสถานเริงรมย์นี้ 

นอกจากจะแสดงถึงความรุ่งเรืองทางการค้าแล้ว ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ในย่านสำเพ็งบ่อยครั้งในสมัยก่อนอีกด้วย ย่านสำเพ็ง หรือที่รู้จักในชื่ออย่างเป็นทางการว่า ซอยวานิช 1 คือย่านการค้าที่สำคัญและเก่าแก่แห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ประวัติของย่านนี้เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2325 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายชุมชนชาวจีนออกจากพื้นที่

สร้างพระบรมมหาราชวังมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในบริเวณนี้ ในอดีตสำเพ็งเติบโตขึ้นเป็น ตลาดจีน (Chinese Bazaar) ที่รุ่งเรือง แต่ก็มีชื่อเสียงในด้านความแออัด สถานเริงรมย์ และโรงฝิ่น จนเกิดคำเปรียบเปรยว่า ไก่บินไม่ตกพื้นและคำว่า อีสำเพ็ง ได้กลายเป็นคำด่าที่หมายถึงโสเภณี ที่มาของชื่อ สำเพ็ง นั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัดและมีข้อสันนิษฐานหลากหลาย ทั้งจากภาษาไทย จีน มอญ และเขมร ซึ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันซับซ้อนของพื้นที่ ปัจจุบัน สำเพ็งยังคงสถานะเป็นหนึ่งในย่านการค้าที่คึกคักที่สุดของ

กรุงเทพฯ เป็นแหล่งค้าส่งและค้าปลีกสินค้าหลากหลายประเภท โดยเฉพาะกิฟต์ช้อปและสินค้าแฟชั่น ซึ่งเปิดทำการทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนตลาดทั้งหมดดูแล้วน่าจะเรียกว่า เมืองการค้า(trading town) มากกว่า ที่นี่มีร้านค้ามากมายหลากหลาย ตั้งอยู่บนสองฝั่งฟากถนนยาวราว 2 ไมล์ แต่ด้วยเหตุที่ร้านค้าต่าง ๆ ตั้งอยู่ปะปนกัน เดินเพียงไม่กี่หลาก็สามารถหาซื้อสินค้าประเภทต่าง ๆ ได้ครบตามที่ต้องการ

วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569

ท่าเรือท่าดินแดงเขตคลองสาน

 






Thadindreng pier by ลักษณาวดี มีซิน


พื้นที่ยุทธศาสตร์และการค้าแหล่งข้อมูลระบุว่า ท่าดินแดง เป็นชื่อเฉพาะที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และเป็นจุดเชื่อมต่อการคมนาคมที่สำคัญระหว่างฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนคร (ท่าเรือราชวงศ์) ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ที่ปรากฏในภาพแสดงให้เห็นถึงอาคารที่มีความหนาแน่น ทั้งตึกแถวเก่าและโกดัง ซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตการค้าขายและการเป็นย่านพานิชย์ริมน้ำมาแต่อดีตสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตบริเวณท่าดินแดงมีสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่อาคารอนุรักษ์สีเหลืองที่มีลวดลายประณีต ไปจนถึงตึกแถวคอนกรีตเก่าที่แสดงร่องรอยของกาลเวลา สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการเป็นชุมชนที่พักอาศัยและแหล่งเก็บสินค้า (Warehouse) ของชาวไทยเชื้อสายจีนที่ขยายตัวมาตามริมแม่น้ำเจ้าพระยา ข้อมูลเพิ่มเติมที่ไม่อยู่ในแหล่งข้อมูล (โปรดตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง)เส้นทางจาก โรงวัว (ซึ่งเป็นชื่อชุมชนหรือตรอกเก่าแก่ในย่านท่าดินแดง/คลองสาน) หรือบริเวณ โกดังท่าดินแดง ไปยัง ตลาดสมเด็จ (ตลาดสมเด็จเจ้าพระยา) นั้น เป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงกันภายในย่านคลองสาน โดย

1. โรงวัว/โกดัง มักจะหมายถึงพื้นที่ลึกเข้าไปจากริมน้ำท่าดินแดง ซึ่งในอดีตมีการทำปศุสัตว์หรือเป็นโกดังเก็บสินค้าเกษตรก่อนส่งลงเรือ

2. เส้นทาง: สามารถเดินทางจากถนนท่าดินแดง เลี้ยวเข้าสู่ถนนสมเด็จเจ้าพระยาเพื่อไปยังตลาดสมเด็จ ซึ่งเป็นแหล่งการค้าของชุมชนในย่านนั้น หากเปรียบเทียบย่านนี้กับ โครงข่ายเส้นเลือดถนนท่าดินแดงและตรอกซอกซอยต่าง ๆ (เช่น ทางไปโรงวัวหรือตลาดสมเด็จ) ก็เปรียบเสมือนเส้นเลือดฝอยที่หล่อเลี้ยงหัวใจสำคัญคือท่าเรือริมน้ำ ทำให้ย่านนี้ยังคงความเป็นย่านการค้าที่มีชีวิตชีวามาจนถึงปัจจุบัน
เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของย่านท่าดินแดงผ่านแหล่งข้อมูลที่ปรากฏ สามารถวิเคราะห์ได้จากสองมิติหลัก คือ มิติทางนิรุกติศาสตร์ (ที่มาของชื่อ) และมิติทางกายภาพ (สถาปัตยกรรม) ดังนี้

1. ความสำคัญของชื่อเรียกในเชิงประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมักถูกบรรจุอยู่ในชื่อเรียกของสถานที่ โดยกรณีของท่าดินแดงมีประเด็นที่น่าสนใจคือ คำเฉพาะทางประวัติศาสตร์ ชื่อ ท่าดินแดง ถูกระบุว่าเป็นคำเฉพาะที่มีที่มาเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และสามารถบ่งบอกถึงที่ตั้งของท่าเรือนี้ได้อย่างชัดเจน การตั้งข้อสังเกตเรื่องความถูกต้องมีการตั้งคำถามในชุมชนออนไลน์ว่า ชื่อที่ถูกต้องควรเป็น ท่าเรือท่าดินแดง ตามชื่อถนนท่าดินแดงหรือไม่ เนื่องจากการตัดคำว่า ท่า ออกเหลือเพียง ท่าเรือดินแดง อาจทำให้มิติทางประวัติศาสตร์ดั้งเดิมเลือนหายไปความเชื่อมโยงกับย่านราชวงศ์ ในเชิงประวัติศาสตร์การคมนาคม พื้นที่นี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับฝั่งพระนคร โดยมีท่าเรือตั้งอยู่ตรงข้ามกับท่าเรือราชวงศ์ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์การค้ามาแต่อดีต

2. ประวัติศาสตร์ที่มองเห็นได้ผ่านสถาปัตยกรรม หลักฐานทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นยังคงปรากฏให้เห็นผ่านอาคารที่ตั้งอยู่ริมน้ำ ซึ่งแสดงถึงความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยยุคแห่งการรับอิทธิพลตะวันตกอาคารสีเหลืองที่มีลวดลายปูนปั้นประณีตสะท้อนถึงช่วงเวลาที่ย่านนี้มีความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจสูง จนมีการก่อสร้างอาคารที่มีรูปลักษณ์โอ่อ่าตามอิทธิพลตะวันตกยุคขยายตัวของการค้าตึกแถวอาคารคอนกรีตที่มีสภาพเก่าและมีรอยคราบของกาลเวลาสะท้อนถึงการเติบโตของชุมชนการค้าแบบไทย-จีน ที่เน้นการอยู่อาศัยร่วมกับการประกอบกิจการ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นริมน้ำวิถีชีวิตดั้งเดิม: การมีอยู่ของท่าเทียบเรือและเรือข้ามฟากในแหล่งข้อมูลภาพ ยืนยันถึงประวัติศาสตร์การเป็นจุดเชื่อมต่อการสัญจร

ที่ยังมีลมหายใจ ไม่ได้กลายเป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ที่หยุดนิ่ง ข้อสังเกตเพิ่มเติมการรักษาชื่อเรียกและอาคารดั้งเดิมไว้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสืบทอดประวัติศาสตร์ท้องถิ่น หากมีการเรียกชื่อที่ผิดเพี้ยนไปหรือมีการทำลายอาคารเก่าโดยไม่มีการอนุรักษ์ ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงคนรุ่นปัจจุบันกับรากเหง้าของตนเองอาจสูญหายไปได้ หากเปรียบประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็น สมุดบันทึกชื่อเรียกของสถานที่ก็เปรียบเสมือน ชื่อหัวข้อส่วนอาคารบ้านเรือนก็คือ เนื้อความในแต่ละหน้าหากเราเรียกชื่อหัวข้อผิดหรือฉีกหน้ากระดาษบางหน้าทิ้งไป เรื่องราวของท้องถิ่นนั้น ๆ ก็จะไม่สามารถเล่าได้อย่างสมบูรณ์และถูกต้องตามความเป็นจริง